วันพฤหัสบดีที่ 14 มกราคม พ.ศ. 2553

การบ้าน

'เสื้อเหลือง' ปลุกม็อบ ต้านแก้ รธน.

กทม.(เดลินิวส์) : แนะ 'อภิสิทธิ์' ใจกล้าแก้วิกฤติบ้านเมือง ลดเงื่อนไขพรรคร่วมต่อรอง ลั่นเป่านกหวีดชุมนุมใหญ่ต้านแก้ รธน.

เมื่อวันที่ 5 ม.ค.ที่บ้านพระอาทิตย์ นายสุริยะใส กตะศิลา ผู้ประสานงานพันธมิตรฯ แถลงเรียกร้องให้ นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ นายกฯ มีความกล้าหาญแก้ไขวิกฤติบ้านเมืองทุกด้าน โดยเฉพาะต้องมีจุดยืนในเรื่องการแก้รัฐธรรมนูญอย่างถึงที่สุด อย่ายอมให้พรรคร่วมรัฐบาลนำมาเป็นเงื่อนไขในการต่อรองว่าจะยกมือหรือไม่ยก มือในการอภิปรายไม่ไว้วางใจ ซึ่งพันธมิตรฯ ขอยืนยันว่าจะคัดค้านการแก้ไขรัฐธรรมนูญอย่างถึงที่สุด

พล.ต.จำลอง ศรีเมือง แกนนำพันธมิตรฯ กล่าวด้วยว่า หากมีการยื่นแก้ไขรัฐธรรมนูญเมื่อใด กลุ่มพันธมิตรฯ ทั่วประเทศจะออกมาชุมนุมใหญ่เพื่อคัดค้านทันที เพราะต้นเหตุของปัญหาอยู่ที่นักการเมือง ไม่ได้อยู่ที่รัฐธรรมนูญปี 2550 แต่อย่างใด หรือการอ้างเพื่อนำรัฐธรรมนูญปี 2540 กลับมาใช้ ก็ไม่ได้แก้ไขให้นักการเมืองไทยมีพฤติกรรมที่ดีขึ้น


นางสาว เพ็ญพักตร์ พรายพรรณ์ เลขที 20 ห้องส.50






กลุ่มคนเสื้อแดงเริ่มชุมนุมบริเวณอนุสาวรีย์ประชาธิปไตย ทวงคืนรัฐธรรมนูญปี"40 "ทักษิณ"เตรียมโฟนอิน 2 ทุ่มครึ่ง ยันเที่ยงคืนยุติการชุมนุม
บรรยากาศที่อนุสาวรีย์ประชาธิปไตย กลุ่มคนเสื้อแดงได้ติดตั้งเวทีปราศรัยเสร็จเรียบร้อยแล้ว โดยหันหน้าไปทางสะพานสมเด็จพระปิ่นเกล้า โดยเวทีปราศรัยจะเปิดใช้ในเวลา 16.00 น. ซึ่งการชุมนุมของกลุ่มคนเสื้อแดงวันนี้จะมีการชุมนุมไปจนถึงเวลา 24.00 น. เพื่อร่วมกันเรียกร้องให้นำรัฐธรรมนูญปี 2540 กลับมาใช้ ซึ่งวันนี้ถือเป็นวันคล้ายวันครบรอบการประกาศใช้รัฐธรรมนูญปี 2540

โดยในช่วงเวลาประมาณ 20.30 น. พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรีจะวิดีโอลิงค์มายังเวทีปราศรัยด้วย

ส่วนบริเวณริมสองข้างทางของ ถ.ราชดำเนิน ได้มีพ่อค้าแม่ค้ามาจับจองพื้นที่ เพื่อตั้งร้านขายสินค้าของกลุ่มเสื้อแดงเป็นจำนวนมาก อย่างไรก็ตาม การจราจรบน ถ.ราชดำเนินขณะนี้ยังสามารถสัญจรได้ตามปกติเนื่องจากไม่มีการปิดเส้นทางแต่อย่างใด

นายจตุพร พรหมพันธุ์ แกนนำ นปช. กล่าวว่า วัตถุประสงค์ในการจัดชุมนุมบริเวณ อนุสาวรีย์ประชาธิปไตยในวันนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อเรียกร้องการนำรัฐธรรมนูญ ปี 2540 กลับมาใช้ รวมถึงวันนี้ถือเป็นวันครบรอบการประกาศใช้รัฐธรรมนูญปี 2540

นอกจากนี้ จะยังมีการประกาศรวบรวมรายชื่อประชาชนในการยื่นถอดถอน นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ นายกรัฐมนตรี รวมถึงทางกลุ่มคนเสื้อแดง เตรียมที่จะไปทวงถามการยื่นถวายฎีกาขอพระราชทานอภัยโทษให้กับพ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร กับรัฐบาลด้วย

ขณะที่ช่วงสำคัญของการจัดงานในวันนี้ อยู่ในช่วงเวลา 20.30 น. ซึ่งพ.ต.ท.ทักษิณ จะวิดีโอลิงค์มายังเวทีปราศรัย พร้อมทั้งจะนำประชาชนจุดเทียนชัยถวายพระพร แด่พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว เพื่อให้ทรงหายจากพระอาการประชวร รวมถึงจะร้องเพลงสดุดีมหาราชา ด้วย ทั้งนี้ นายจตุพร ยืนยันว่า การชุมนุมในวันนี้จะเสร็จสิ้นในเวลาประมาณ 24.00 น. และจะแยกย้ายกันกลับบ้าน

วันจันทร์ที่ 11 มกราคม พ.ศ. 2553

การเรียกร้องสิทธิของนักศึกษาที่จะแต่งกายข้ามเพศ

เมื่อวันที่ 10 ธันวาคม นายยลลดา เกริกก้อง สวนยศ ประธานเครือข่ายสตรีข้ามเพศแห่งประเทศไทย เปิดเผยว่า เครือข่ายสตรีข้ามเพศฯได้รับร้องเรียนจากนิสิต นักศึกษา บัณฑิต และอาจารย์สตรีข้ามเพศจำนวนมากจากทุกมหาวิทยาลัยทั่วประเทศ ถึงปัญหาการแต่งกายของกลุ่มสตรีข้ามเพศในสถาบันการศึกษา ซึ่งถูกบังคับให้แต่งกายเพศชาย ทั้งในการเรียน เข้าสอบ โดยเฉพาะการแต่งกายในการรับปริญญาบัตร อย่างไรก็ตาม ซึ่งปัญหาที่เกิดขึ้นเพราะความไม่เข้าใจเกี่ยวกับเพศที่แท้จริงในกลุ่มสตรีข้ามเพศของสถาบันการศึกษา โดยข้อเท็จจริงแล้วสตรีข้ามเพศมีความแตกต่างจากเพศชาย เกย์ ตุ๊ด แต๋ว กะเทย สาวประเภทสอง และเพศที่ 3 อย่างสิ้นเชิง ซึ่งในทางการแพทย์ถือว่าสตรีข้ามเพศเป็นภาวะอาการป่วยและโรคทางจิตเวชชนิดเดียวที่เพศร่างกายขัดแย้งกับเพศของจิตสำนึก หรือเรียกว่าโรคเพศสลับ (Transsexualism) ซึ่งจะรู้สึกตัวอยู่ตลอดเวลาว่าเพศร่างกายของตนเองนั้นผิด แตกต่างกับเกย์ ตุ๊ดที่ยังคงพอใจในอวัยวะเพศชายของตนเอง แต่ชอบที่จะแต่งกายเป็นหญิงเท่านั้น โดยหลักการแพทย์ระบุด้วยว่า โรคนี้บำบัดได้ด้วยการให้ผู้ป่วยแต่งกายและดำเนินชีวิตเป็นเพศตรงข้ามกับร่างกาย หรือผ่าตัดแปลงเพศ

นายยลลดากล่าวต่อว่า การที่มหาวิทยาลัยบังคับให้สตรีข้ามเพศแต่งกายเป็นชาย จึงไม่ถูกต้อง เลือกปฏิบัติและลิดรอนสิทธิของนิสิต นักศึกษา บัณฑิต และอาจารย์สตรีข้ามเพศ โดยใช้กฎ ระเบียบ และข้อบังคับของมหาวิทยาลัยเป็นเครื่องมือในการคุกคามทางเพศ คือออกคำสั่งบีบบังคับสตรีข้ามเพศให้แต่งกายในเครื่องแบบที่ผิดไปจากเพศของตนเอง อีกทั้งยังเป็นการขัดขวางและสวนทางกับการบำบัดรักษาโรคของแพทย์ ก่อให้เกิดผลกระทบทางจิตใจในทางเลวร้ายและย่ำแย่ต่อสตรีข้ามเพศทุกคน ทำให้รู้สึกอับอาย และถูกทารุณทำร้ายทางจิตใจอย่างรุนแรง ซึ่งเป็นการขัดต่อรัฐธรรมนูญ มาตรา 30 ว่าด้วยการเลือกปฏิบัติโดยไม่เป็นธรรมต่อบุคคลเพราะเหตุแห่งความแตกต่างในเรื่องเพศด้วย นอกจากนี้ การที่มหาวิทยาลัยบังคับให้สตรีข้ามเพศแต่งกายเป็นชายยังทำให้กลุ่มเยาวชนสตรีข้ามเพศขาดความต้องการและแรงบันดาลใจที่จะเข้าศึกษาต่อในระดับที่สูงขึ้น เพราะเบื่อที่จะเข้าเรียน ซึ่งส่งผลทำให้จำนวนสตรีข้ามเพศที่ไร้การศึกษามีแนวโน้มเพิ่มสูงขึ้น

"ดังนั้น ทางเครือข่ายสตรีข้ามเพศฯจึงได้เข้ายื่นหนังสือเรียกร้องต่อนายจุรินทร์ ลักษณวิศิษฏ์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ (ศธ.) เมื่อวันที่ 9 ธันวาคมที่ผ่านมา เพื่อขอให้ ศธ.สั่งการให้ทุกมหาวิทยาลัยทั่วประเทศพิจารณาแก้ไขกฎ ระเบียบ ข้อบังคับของมหาวิทยาลัยเกี่ยวกับการแต่งกายของสตรีข้ามเพศ และให้นิสิต นักศึกษา บัณฑิต และอาจารย์สตรีข้ามเพศ ที่เป็นไปตามการวินิจฉัยและมีใบรับรองทางการแพทย์ แต่งกายให้ตรงกับจิตใจของตนเองได้" นายยลลดากล่าว

ด้านนายจุรินทร์กล่าวว่า ตนยังไม่เห็นหนังสือเรียกร้องดังกล่าว ในวันที่ 11 ธันวาคม จะเข้า ศธ.ไปดูว่าเรื่องนี้เป็นมาอย่างไร จากนั้นจึงจะให้ความเห็นได้

นายปริญญา เทวานฤมิตรกุล รองอธิการบดีฝ่ายการนักศึกษา มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ (มธ.) กล่าวว่า ในส่วนของ มธ.ในเรื่องสิทธิเสรีภาพการแต่งกายทางมหาวิทยาลัยได้เปิดกว้าง จนไม่มีข้อบังคับว่าต้องแต่งกายชุดนักศึกษามาเรียนด้วยซ้ำ และถือเป็นเรื่องปกติใน มธ.ไปแล้วที่จะมีนักศึกษาชายที่มีจิตใจเป็นหญิงแต่งกายชุดนักศึกษาหญิงมาเรียน เพียงแต่ต้องอยู่ในขอบเขตไม่ไปกระทบและละเมิดสิทธิของผู้อื่น เช่น กรณีที่ยังไม่ได้ผ่าตัดแปลงเพศก็ไม่ควรไปใช้ห้องน้ำหญิง ไม่ควรอยู่หอพักนักศึกษาหญิง เป็นต้น เรื่องนี้ถือเป็นสิทธิตามระบอบประชาธิปไตย ซึ่งสถาบันการศึกษาต่างๆ ตลอดจน ศธ.ควรต้องให้ความคุ้มครองด้วยซ้ำ ส่วนเรื่องการแต่งกายเพื่อเข้ารับพระราชทานปริญญาบัตรนั้น ที่ผ่านมาทุกมหาวิทยาลัยมีหลักปฏิบัติว่า ให้แต่งกายตามคำนำหน้าชื่อ เช่น ถ้าเป็นนายก็ต้องแต่งกายด้วยชุดนักศึกษาชาย ถ้าเป็นนางสาวก็ต้องแต่งกายด้วยชุดนักศึกษาหญิง แต่ถ้าสำนักพระราชวังได้แจ้งมายัง ศธ.และมหาวิทยาลัยต่างๆ ว่าไม่ขัดข้องที่จะให้นักศึกษาชายที่ป่วยเป็นโรค Transsexualism ก็สามารถแต่งกายด้วยชุดนักศึกษาหญิงเข้ารับพระราชทานปริญญาบัตรได้ ซึ่งคิดว่ามหาวิทยาลัยต่างๆ คงไม่ขัดข้อง เช่นเดียวกับเรื่องการแก้ไขกฎ ระเบียบ ข้อบังคับของมหาวิทยาลัย ขึ้นอยู่กับนโยบายของ ศธ. ถ้ามีนโยบายออกมาอย่างไร ตนเชื่อว่าในส่วนของมหาวิทยาลัยต่างๆ ก็คงพร้อมจะปฏิบัติตาม







"ราชภัฏ" เมินข้อเรียกร้อง เครือข่ายสตรีข้ามเพศ อยากให้น.ศ.ชายแต่งเป็นหญิงเข้าพิธีพระราชทานปริญญาบัตร อธิการสวนดุสิตระบุ ที่ประชุมอธิการ มีมติไม่เห็นด้วย เพราะไม่เหมาะสมในการกราบบังคมทูล เรียกชื่อ "นาย" แต่แต่งตัวเป็นหญิง หวั่นน.ศ.หญิงที่ใจเป็นชายเรียกร้องบ้างจะยิ่งยุ่ง ชี้การเรียกร้องสิทธิต่างๆ ควรอยู่ในขอบเขต ทางด้านประธานเครือข่ายสตรีข้ามเพศฯ โวยราชภัฏกระทำขัดหลักสิทธิมนุษยชน

เมื่อวันที่ 12 ธ.ค. ที่มหาวิทยาลัยราชภัฏสวนดุสิต (มสด.) รศ.ดร.ศิโรจน์ ผลพันธิน อธิการบดีมหาวิทยาลัยราชภัฏสวนดุสิต (มสด.) ในฐานะประธานที่ประชุมอธิการ บดีมหาวิทยาลัยราชภัฏแห่งประเทศไทย (ทปอ.มรภ.) กล่าวว่า จากการหารือร่วมกันถึงข้อเรียกร้องของกลุ่มเครือข่ายสตรีข้ามเพศ ให้สถาบันอุดมศึกษาเปิดให้กลุ่มนิสิตนักศึกษาข้ามเพศได้แต่งชุดนิสิตนักศึกษาเป็นหญิง เพื่อเข้ารับพระราชทานปริญญาบัตรนั้น

ที่ประชุมไม่เห็นด้วยที่จะให้นักศึกษาข้ามเพศแต่งชุดนิสิตนักศึกษาเป็นหญิงเพื่อเข้ารับพระราชทานปริญญาบัตร เพราะหากดูความเหมาะสมในการบังคมทูลเรียกชื่อนักศึกษาก่อนที่จะเข้ารับพระราชทานปริญญาบัตร มีชื่อเป็นนายแต่แต่งกายเป็นหญิงนั้น เป็นเรื่องไม่เหมาะสม อีกทั้งหากอนุโลมให้นักศึกษาข้ามเพศแต่งชุดนิสิตนักศึกษาเป็นหญิง กลุ่มนักศึกษาที่กายเป็นหญิง แต่ใจเป็นชาย อาจออกมาเรียกร้องได้เช่นเดียวกัน เพราะฉะนั้นการเรียกร้องสิทธิต่างๆ ควรอยู่ในขอบเขตแนวทางปฏิบัติด้วย





มาตรา 30 บุคคลย่อมเสมอกันในกฎหมายและได้รับความคุ้มครอง ตามกฎหมายเท่าเทียมกันชายและหญิงมีสิทธิเท่าเทียมกัน
การเลือกปฏิบัติโดยไม่เป็นธรรมต่อบุคคลเพราะเหตุแห่งความ แตกต่างในเรื่องถิ่นกำเนิดเชื้อชาติ ภาษา เพศ อายุ สภาพทางกาย หรือสุขภาพ สถานะของบุคคล ฐานะทางเศรษฐกิจหรือสังคมความ เชื่อทางศาสนา การศึกษาอบรม หรือความคิดเห็นทางการเมือง อันไม่ขัดต่อบทบัญญัติแห่งรัฐธรรมนูญจะกระทำมิได้
มาตราการที่รัฐกำหนดขึ้นเพื่อขจัดอุปสรรคหรือส่งเสริมให้บุคคล สามารถใช้สิทธิและเสรีภาพได้เช่นเดียวกับบุคคลอื่น ย่อมไม่ถือว่า เป็นการเลือกปฏิบัติโดยไม่เป็นธรรมตามวรรคสาม


การขัดต่อรัฐธรรมนูญ มาตรา 30 ว่าด้วยการเลือกปฏิบัติโดยไม่เป็นธรรมต่อบุคคล เพราะเหตุแห่งความแตกต่างในเรื่องเพศด้วย
การที่มหาวิทยาลัยบังคับให้สตรีข้ามเพศแต่งกายเป็นชาย ยังเป็นการทำให้เยาวชนสตรีข้ามเพศขาดแรงบันดาลใจที่จะเข้าศึกษาต่อในระดับสูง เบื่อที่จะเรียน ซึ่งเป็นผลให้จำนวนสตรีข้ามเพศที่ไร้การศึกษามีแนวโน้มเพิ่มสูงขึ้น








นางสาว กนิษฐา ขำเกลี้ยง เลขที่ 1 ห้องส.50

วันศุกร์ที่ 8 มกราคม พ.ศ. 2553

รัฐบาล...ให้เบี้ยยังชีพแก่คนชรา

จากการเรียนวิชากฎหมายรัฐธรมนูญในวันนี้เรื่อง กฎหมายรัฐธรรมนูญ

มีข้อคำถามจากอาจารย์มาว่า หารที่รัฐบาลให้เบี้ยยังชีพแก่คนชรา มีส่วนเข้าข่ายรัฐธรรมนูญในมาตราใด

จากบทบัญญัติในรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย

หมวดที่ 3ให้สิทธิเสรีภาพของชนชาวไทย ในเรื่องสิทธิการได้รับบริการสาธารณสุขและสวัสดิการจากรัฐ
จากมาตรา 53บุคคลซึ่งมีอายุเกินหกสิบปีบริบูรณ์ และไม่มีรายได้เพียงพอแก่การยังชีพ มีสิทธิได้รับสวัสดิการ สิ่งอำนวยความสะดวกอันเป็นสาธารณะอย่างสมศักดิ์ศรี และความช่วยเหลือที่เหมาะสมจากรัฐ

จากข้อสังเกตมาตราที่ 53 จากบทบัญญัติรัฐธรรมนูญกำหนดให้ประชาชนชาวไทยทุกคนมีสิทธิและเสรีภาพในการที่จะได้รับสวัสดิการจากรัฐอย่างทั่วถึง มีความเป็นธรรม และเท่าเทียมกันทุกคน โดยเฉพาะให้สิทธิพิเศษแก่ผู้สูงอายุหรือคนชรา หรือไม่เว้นแต่คนชราที่พิการ ทั้งนี้เพราะเป็นไปตามบทบัญญัติกฎหมายรัฐธรรมนูญอันเป็นกฎหมายสูงสุดในการปกครองประเทศ
ซึ่งทางรัฐได้มีการเสนอแนวคิดโดยวิธีการจัดให้มีสวัสดิการแก่คนชรา คือมี "เบียยังชีพแก่คนชราที่มีอายุหกสิบปีบริบูรณ์" หรือ เป็นการจ่ายเบี้ยยังชีพให้แก่ผู้สูงอายุ ที่มีอายุหกสิบปีบริบูรณ์ (เดือนละ 300 บาทในระยะแรก) ปัจจุบันเดือนละ 500 บาท เป็นประจำทุกเดือน ให้แก่ผู้สูงอายุ โดยได้มีการลงนามและประกาศใช้ระเบียบคณะกรรมการผู้สูงอายุแห่งชาติว่าด้วยหลักเกณฑ์การจ่ายเงินเบี้ยยังชีพผู้สูงอายุลงในราชกิจจานุเบกษา
เพื่อที่จะให้ให้ผู้สูงอายุได้รับบริการทางด้านสาธารณะสุข และสวัสดิการต่าง ๆได้อย่างเต็มที่ตามความเหมาะสม ซึ่งถือว่าการกระทำเช่นนี้นั้นเป็นสิ่งที่ดีในการคุ้มครองและส่งเสริมการขยายสิทธิเสรีภาพของประชาชนในการได้รับโอกาสตามสิทธเสรีภาพของชนชาวไทยในการได้รับบริการสาธารณะสุขตรงตามบทบัญญัติในกฎหมายรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทยอย่างเต็มที่


นางสาวพรผกา แสวงกิจ เลขที่ 19 ห้อง ส 50