วันจันทร์ที่ 11 มกราคม พ.ศ. 2553

การเรียกร้องสิทธิของนักศึกษาที่จะแต่งกายข้ามเพศ

เมื่อวันที่ 10 ธันวาคม นายยลลดา เกริกก้อง สวนยศ ประธานเครือข่ายสตรีข้ามเพศแห่งประเทศไทย เปิดเผยว่า เครือข่ายสตรีข้ามเพศฯได้รับร้องเรียนจากนิสิต นักศึกษา บัณฑิต และอาจารย์สตรีข้ามเพศจำนวนมากจากทุกมหาวิทยาลัยทั่วประเทศ ถึงปัญหาการแต่งกายของกลุ่มสตรีข้ามเพศในสถาบันการศึกษา ซึ่งถูกบังคับให้แต่งกายเพศชาย ทั้งในการเรียน เข้าสอบ โดยเฉพาะการแต่งกายในการรับปริญญาบัตร อย่างไรก็ตาม ซึ่งปัญหาที่เกิดขึ้นเพราะความไม่เข้าใจเกี่ยวกับเพศที่แท้จริงในกลุ่มสตรีข้ามเพศของสถาบันการศึกษา โดยข้อเท็จจริงแล้วสตรีข้ามเพศมีความแตกต่างจากเพศชาย เกย์ ตุ๊ด แต๋ว กะเทย สาวประเภทสอง และเพศที่ 3 อย่างสิ้นเชิง ซึ่งในทางการแพทย์ถือว่าสตรีข้ามเพศเป็นภาวะอาการป่วยและโรคทางจิตเวชชนิดเดียวที่เพศร่างกายขัดแย้งกับเพศของจิตสำนึก หรือเรียกว่าโรคเพศสลับ (Transsexualism) ซึ่งจะรู้สึกตัวอยู่ตลอดเวลาว่าเพศร่างกายของตนเองนั้นผิด แตกต่างกับเกย์ ตุ๊ดที่ยังคงพอใจในอวัยวะเพศชายของตนเอง แต่ชอบที่จะแต่งกายเป็นหญิงเท่านั้น โดยหลักการแพทย์ระบุด้วยว่า โรคนี้บำบัดได้ด้วยการให้ผู้ป่วยแต่งกายและดำเนินชีวิตเป็นเพศตรงข้ามกับร่างกาย หรือผ่าตัดแปลงเพศ

นายยลลดากล่าวต่อว่า การที่มหาวิทยาลัยบังคับให้สตรีข้ามเพศแต่งกายเป็นชาย จึงไม่ถูกต้อง เลือกปฏิบัติและลิดรอนสิทธิของนิสิต นักศึกษา บัณฑิต และอาจารย์สตรีข้ามเพศ โดยใช้กฎ ระเบียบ และข้อบังคับของมหาวิทยาลัยเป็นเครื่องมือในการคุกคามทางเพศ คือออกคำสั่งบีบบังคับสตรีข้ามเพศให้แต่งกายในเครื่องแบบที่ผิดไปจากเพศของตนเอง อีกทั้งยังเป็นการขัดขวางและสวนทางกับการบำบัดรักษาโรคของแพทย์ ก่อให้เกิดผลกระทบทางจิตใจในทางเลวร้ายและย่ำแย่ต่อสตรีข้ามเพศทุกคน ทำให้รู้สึกอับอาย และถูกทารุณทำร้ายทางจิตใจอย่างรุนแรง ซึ่งเป็นการขัดต่อรัฐธรรมนูญ มาตรา 30 ว่าด้วยการเลือกปฏิบัติโดยไม่เป็นธรรมต่อบุคคลเพราะเหตุแห่งความแตกต่างในเรื่องเพศด้วย นอกจากนี้ การที่มหาวิทยาลัยบังคับให้สตรีข้ามเพศแต่งกายเป็นชายยังทำให้กลุ่มเยาวชนสตรีข้ามเพศขาดความต้องการและแรงบันดาลใจที่จะเข้าศึกษาต่อในระดับที่สูงขึ้น เพราะเบื่อที่จะเข้าเรียน ซึ่งส่งผลทำให้จำนวนสตรีข้ามเพศที่ไร้การศึกษามีแนวโน้มเพิ่มสูงขึ้น

"ดังนั้น ทางเครือข่ายสตรีข้ามเพศฯจึงได้เข้ายื่นหนังสือเรียกร้องต่อนายจุรินทร์ ลักษณวิศิษฏ์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ (ศธ.) เมื่อวันที่ 9 ธันวาคมที่ผ่านมา เพื่อขอให้ ศธ.สั่งการให้ทุกมหาวิทยาลัยทั่วประเทศพิจารณาแก้ไขกฎ ระเบียบ ข้อบังคับของมหาวิทยาลัยเกี่ยวกับการแต่งกายของสตรีข้ามเพศ และให้นิสิต นักศึกษา บัณฑิต และอาจารย์สตรีข้ามเพศ ที่เป็นไปตามการวินิจฉัยและมีใบรับรองทางการแพทย์ แต่งกายให้ตรงกับจิตใจของตนเองได้" นายยลลดากล่าว

ด้านนายจุรินทร์กล่าวว่า ตนยังไม่เห็นหนังสือเรียกร้องดังกล่าว ในวันที่ 11 ธันวาคม จะเข้า ศธ.ไปดูว่าเรื่องนี้เป็นมาอย่างไร จากนั้นจึงจะให้ความเห็นได้

นายปริญญา เทวานฤมิตรกุล รองอธิการบดีฝ่ายการนักศึกษา มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ (มธ.) กล่าวว่า ในส่วนของ มธ.ในเรื่องสิทธิเสรีภาพการแต่งกายทางมหาวิทยาลัยได้เปิดกว้าง จนไม่มีข้อบังคับว่าต้องแต่งกายชุดนักศึกษามาเรียนด้วยซ้ำ และถือเป็นเรื่องปกติใน มธ.ไปแล้วที่จะมีนักศึกษาชายที่มีจิตใจเป็นหญิงแต่งกายชุดนักศึกษาหญิงมาเรียน เพียงแต่ต้องอยู่ในขอบเขตไม่ไปกระทบและละเมิดสิทธิของผู้อื่น เช่น กรณีที่ยังไม่ได้ผ่าตัดแปลงเพศก็ไม่ควรไปใช้ห้องน้ำหญิง ไม่ควรอยู่หอพักนักศึกษาหญิง เป็นต้น เรื่องนี้ถือเป็นสิทธิตามระบอบประชาธิปไตย ซึ่งสถาบันการศึกษาต่างๆ ตลอดจน ศธ.ควรต้องให้ความคุ้มครองด้วยซ้ำ ส่วนเรื่องการแต่งกายเพื่อเข้ารับพระราชทานปริญญาบัตรนั้น ที่ผ่านมาทุกมหาวิทยาลัยมีหลักปฏิบัติว่า ให้แต่งกายตามคำนำหน้าชื่อ เช่น ถ้าเป็นนายก็ต้องแต่งกายด้วยชุดนักศึกษาชาย ถ้าเป็นนางสาวก็ต้องแต่งกายด้วยชุดนักศึกษาหญิง แต่ถ้าสำนักพระราชวังได้แจ้งมายัง ศธ.และมหาวิทยาลัยต่างๆ ว่าไม่ขัดข้องที่จะให้นักศึกษาชายที่ป่วยเป็นโรค Transsexualism ก็สามารถแต่งกายด้วยชุดนักศึกษาหญิงเข้ารับพระราชทานปริญญาบัตรได้ ซึ่งคิดว่ามหาวิทยาลัยต่างๆ คงไม่ขัดข้อง เช่นเดียวกับเรื่องการแก้ไขกฎ ระเบียบ ข้อบังคับของมหาวิทยาลัย ขึ้นอยู่กับนโยบายของ ศธ. ถ้ามีนโยบายออกมาอย่างไร ตนเชื่อว่าในส่วนของมหาวิทยาลัยต่างๆ ก็คงพร้อมจะปฏิบัติตาม







"ราชภัฏ" เมินข้อเรียกร้อง เครือข่ายสตรีข้ามเพศ อยากให้น.ศ.ชายแต่งเป็นหญิงเข้าพิธีพระราชทานปริญญาบัตร อธิการสวนดุสิตระบุ ที่ประชุมอธิการ มีมติไม่เห็นด้วย เพราะไม่เหมาะสมในการกราบบังคมทูล เรียกชื่อ "นาย" แต่แต่งตัวเป็นหญิง หวั่นน.ศ.หญิงที่ใจเป็นชายเรียกร้องบ้างจะยิ่งยุ่ง ชี้การเรียกร้องสิทธิต่างๆ ควรอยู่ในขอบเขต ทางด้านประธานเครือข่ายสตรีข้ามเพศฯ โวยราชภัฏกระทำขัดหลักสิทธิมนุษยชน

เมื่อวันที่ 12 ธ.ค. ที่มหาวิทยาลัยราชภัฏสวนดุสิต (มสด.) รศ.ดร.ศิโรจน์ ผลพันธิน อธิการบดีมหาวิทยาลัยราชภัฏสวนดุสิต (มสด.) ในฐานะประธานที่ประชุมอธิการ บดีมหาวิทยาลัยราชภัฏแห่งประเทศไทย (ทปอ.มรภ.) กล่าวว่า จากการหารือร่วมกันถึงข้อเรียกร้องของกลุ่มเครือข่ายสตรีข้ามเพศ ให้สถาบันอุดมศึกษาเปิดให้กลุ่มนิสิตนักศึกษาข้ามเพศได้แต่งชุดนิสิตนักศึกษาเป็นหญิง เพื่อเข้ารับพระราชทานปริญญาบัตรนั้น

ที่ประชุมไม่เห็นด้วยที่จะให้นักศึกษาข้ามเพศแต่งชุดนิสิตนักศึกษาเป็นหญิงเพื่อเข้ารับพระราชทานปริญญาบัตร เพราะหากดูความเหมาะสมในการบังคมทูลเรียกชื่อนักศึกษาก่อนที่จะเข้ารับพระราชทานปริญญาบัตร มีชื่อเป็นนายแต่แต่งกายเป็นหญิงนั้น เป็นเรื่องไม่เหมาะสม อีกทั้งหากอนุโลมให้นักศึกษาข้ามเพศแต่งชุดนิสิตนักศึกษาเป็นหญิง กลุ่มนักศึกษาที่กายเป็นหญิง แต่ใจเป็นชาย อาจออกมาเรียกร้องได้เช่นเดียวกัน เพราะฉะนั้นการเรียกร้องสิทธิต่างๆ ควรอยู่ในขอบเขตแนวทางปฏิบัติด้วย





มาตรา 30 บุคคลย่อมเสมอกันในกฎหมายและได้รับความคุ้มครอง ตามกฎหมายเท่าเทียมกันชายและหญิงมีสิทธิเท่าเทียมกัน
การเลือกปฏิบัติโดยไม่เป็นธรรมต่อบุคคลเพราะเหตุแห่งความ แตกต่างในเรื่องถิ่นกำเนิดเชื้อชาติ ภาษา เพศ อายุ สภาพทางกาย หรือสุขภาพ สถานะของบุคคล ฐานะทางเศรษฐกิจหรือสังคมความ เชื่อทางศาสนา การศึกษาอบรม หรือความคิดเห็นทางการเมือง อันไม่ขัดต่อบทบัญญัติแห่งรัฐธรรมนูญจะกระทำมิได้
มาตราการที่รัฐกำหนดขึ้นเพื่อขจัดอุปสรรคหรือส่งเสริมให้บุคคล สามารถใช้สิทธิและเสรีภาพได้เช่นเดียวกับบุคคลอื่น ย่อมไม่ถือว่า เป็นการเลือกปฏิบัติโดยไม่เป็นธรรมตามวรรคสาม


การขัดต่อรัฐธรรมนูญ มาตรา 30 ว่าด้วยการเลือกปฏิบัติโดยไม่เป็นธรรมต่อบุคคล เพราะเหตุแห่งความแตกต่างในเรื่องเพศด้วย
การที่มหาวิทยาลัยบังคับให้สตรีข้ามเพศแต่งกายเป็นชาย ยังเป็นการทำให้เยาวชนสตรีข้ามเพศขาดแรงบันดาลใจที่จะเข้าศึกษาต่อในระดับสูง เบื่อที่จะเรียน ซึ่งเป็นผลให้จำนวนสตรีข้ามเพศที่ไร้การศึกษามีแนวโน้มเพิ่มสูงขึ้น








นางสาว กนิษฐา ขำเกลี้ยง เลขที่ 1 ห้องส.50

1 ความคิดเห็น: