'เสื้อเหลือง' ปลุกม็อบ ต้านแก้ รธน.
กทม.(เดลินิวส์) : แนะ 'อภิสิทธิ์' ใจกล้าแก้วิกฤติบ้านเมือง ลดเงื่อนไขพรรคร่วมต่อรอง ลั่นเป่านกหวีดชุมนุมใหญ่ต้านแก้ รธน.
เมื่อวันที่ 5 ม.ค.ที่บ้านพระอาทิตย์ นายสุริยะใส กตะศิลา ผู้ประสานงานพันธมิตรฯ แถลงเรียกร้องให้ นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ นายกฯ มีความกล้าหาญแก้ไขวิกฤติบ้านเมืองทุกด้าน โดยเฉพาะต้องมีจุดยืนในเรื่องการแก้รัฐธรรมนูญอย่างถึงที่สุด อย่ายอมให้พรรคร่วมรัฐบาลนำมาเป็นเงื่อนไขในการต่อรองว่าจะยกมือหรือไม่ยก มือในการอภิปรายไม่ไว้วางใจ ซึ่งพันธมิตรฯ ขอยืนยันว่าจะคัดค้านการแก้ไขรัฐธรรมนูญอย่างถึงที่สุด
พล.ต.จำลอง ศรีเมือง แกนนำพันธมิตรฯ กล่าวด้วยว่า หากมีการยื่นแก้ไขรัฐธรรมนูญเมื่อใด กลุ่มพันธมิตรฯ ทั่วประเทศจะออกมาชุมนุมใหญ่เพื่อคัดค้านทันที เพราะต้นเหตุของปัญหาอยู่ที่นักการเมือง ไม่ได้อยู่ที่รัฐธรรมนูญปี 2550 แต่อย่างใด หรือการอ้างเพื่อนำรัฐธรรมนูญปี 2540 กลับมาใช้ ก็ไม่ได้แก้ไขให้นักการเมืองไทยมีพฤติกรรมที่ดีขึ้น
นางสาว เพ็ญพักตร์ พรายพรรณ์ เลขที 20 ห้องส.50
กลุ่มคนเสื้อแดงเริ่มชุมนุมบริเวณอนุสาวรีย์ประชาธิปไตย ทวงคืนรัฐธรรมนูญปี"40 "ทักษิณ"เตรียมโฟนอิน 2 ทุ่มครึ่ง ยันเที่ยงคืนยุติการชุมนุม
บรรยากาศที่อนุสาวรีย์ประชาธิปไตย กลุ่มคนเสื้อแดงได้ติดตั้งเวทีปราศรัยเสร็จเรียบร้อยแล้ว โดยหันหน้าไปทางสะพานสมเด็จพระปิ่นเกล้า โดยเวทีปราศรัยจะเปิดใช้ในเวลา 16.00 น. ซึ่งการชุมนุมของกลุ่มคนเสื้อแดงวันนี้จะมีการชุมนุมไปจนถึงเวลา 24.00 น. เพื่อร่วมกันเรียกร้องให้นำรัฐธรรมนูญปี 2540 กลับมาใช้ ซึ่งวันนี้ถือเป็นวันคล้ายวันครบรอบการประกาศใช้รัฐธรรมนูญปี 2540
โดยในช่วงเวลาประมาณ 20.30 น. พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรีจะวิดีโอลิงค์มายังเวทีปราศรัยด้วย
ส่วนบริเวณริมสองข้างทางของ ถ.ราชดำเนิน ได้มีพ่อค้าแม่ค้ามาจับจองพื้นที่ เพื่อตั้งร้านขายสินค้าของกลุ่มเสื้อแดงเป็นจำนวนมาก อย่างไรก็ตาม การจราจรบน ถ.ราชดำเนินขณะนี้ยังสามารถสัญจรได้ตามปกติเนื่องจากไม่มีการปิดเส้นทางแต่อย่างใด
นายจตุพร พรหมพันธุ์ แกนนำ นปช. กล่าวว่า วัตถุประสงค์ในการจัดชุมนุมบริเวณ อนุสาวรีย์ประชาธิปไตยในวันนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อเรียกร้องการนำรัฐธรรมนูญ ปี 2540 กลับมาใช้ รวมถึงวันนี้ถือเป็นวันครบรอบการประกาศใช้รัฐธรรมนูญปี 2540
นอกจากนี้ จะยังมีการประกาศรวบรวมรายชื่อประชาชนในการยื่นถอดถอน นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ นายกรัฐมนตรี รวมถึงทางกลุ่มคนเสื้อแดง เตรียมที่จะไปทวงถามการยื่นถวายฎีกาขอพระราชทานอภัยโทษให้กับพ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร กับรัฐบาลด้วย
ขณะที่ช่วงสำคัญของการจัดงานในวันนี้ อยู่ในช่วงเวลา 20.30 น. ซึ่งพ.ต.ท.ทักษิณ จะวิดีโอลิงค์มายังเวทีปราศรัย พร้อมทั้งจะนำประชาชนจุดเทียนชัยถวายพระพร แด่พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว เพื่อให้ทรงหายจากพระอาการประชวร รวมถึงจะร้องเพลงสดุดีมหาราชา ด้วย ทั้งนี้ นายจตุพร ยืนยันว่า การชุมนุมในวันนี้จะเสร็จสิ้นในเวลาประมาณ 24.00 น. และจะแยกย้ายกันกลับบ้าน
วันพฤหัสบดีที่ 14 มกราคม พ.ศ. 2553
วันจันทร์ที่ 11 มกราคม พ.ศ. 2553
การเรียกร้องสิทธิของนักศึกษาที่จะแต่งกายข้ามเพศ
เมื่อวันที่ 10 ธันวาคม นายยลลดา เกริกก้อง สวนยศ ประธานเครือข่ายสตรีข้ามเพศแห่งประเทศไทย เปิดเผยว่า เครือข่ายสตรีข้ามเพศฯได้รับร้องเรียนจากนิสิต นักศึกษา บัณฑิต และอาจารย์สตรีข้ามเพศจำนวนมากจากทุกมหาวิทยาลัยทั่วประเทศ ถึงปัญหาการแต่งกายของกลุ่มสตรีข้ามเพศในสถาบันการศึกษา ซึ่งถูกบังคับให้แต่งกายเพศชาย ทั้งในการเรียน เข้าสอบ โดยเฉพาะการแต่งกายในการรับปริญญาบัตร อย่างไรก็ตาม ซึ่งปัญหาที่เกิดขึ้นเพราะความไม่เข้าใจเกี่ยวกับเพศที่แท้จริงในกลุ่มสตรีข้ามเพศของสถาบันการศึกษา โดยข้อเท็จจริงแล้วสตรีข้ามเพศมีความแตกต่างจากเพศชาย เกย์ ตุ๊ด แต๋ว กะเทย สาวประเภทสอง และเพศที่ 3 อย่างสิ้นเชิง ซึ่งในทางการแพทย์ถือว่าสตรีข้ามเพศเป็นภาวะอาการป่วยและโรคทางจิตเวชชนิดเดียวที่เพศร่างกายขัดแย้งกับเพศของจิตสำนึก หรือเรียกว่าโรคเพศสลับ (Transsexualism) ซึ่งจะรู้สึกตัวอยู่ตลอดเวลาว่าเพศร่างกายของตนเองนั้นผิด แตกต่างกับเกย์ ตุ๊ดที่ยังคงพอใจในอวัยวะเพศชายของตนเอง แต่ชอบที่จะแต่งกายเป็นหญิงเท่านั้น โดยหลักการแพทย์ระบุด้วยว่า โรคนี้บำบัดได้ด้วยการให้ผู้ป่วยแต่งกายและดำเนินชีวิตเป็นเพศตรงข้ามกับร่างกาย หรือผ่าตัดแปลงเพศ
นายยลลดากล่าวต่อว่า การที่มหาวิทยาลัยบังคับให้สตรีข้ามเพศแต่งกายเป็นชาย จึงไม่ถูกต้อง เลือกปฏิบัติและลิดรอนสิทธิของนิสิต นักศึกษา บัณฑิต และอาจารย์สตรีข้ามเพศ โดยใช้กฎ ระเบียบ และข้อบังคับของมหาวิทยาลัยเป็นเครื่องมือในการคุกคามทางเพศ คือออกคำสั่งบีบบังคับสตรีข้ามเพศให้แต่งกายในเครื่องแบบที่ผิดไปจากเพศของตนเอง อีกทั้งยังเป็นการขัดขวางและสวนทางกับการบำบัดรักษาโรคของแพทย์ ก่อให้เกิดผลกระทบทางจิตใจในทางเลวร้ายและย่ำแย่ต่อสตรีข้ามเพศทุกคน ทำให้รู้สึกอับอาย และถูกทารุณทำร้ายทางจิตใจอย่างรุนแรง ซึ่งเป็นการขัดต่อรัฐธรรมนูญ มาตรา 30 ว่าด้วยการเลือกปฏิบัติโดยไม่เป็นธรรมต่อบุคคลเพราะเหตุแห่งความแตกต่างในเรื่องเพศด้วย นอกจากนี้ การที่มหาวิทยาลัยบังคับให้สตรีข้ามเพศแต่งกายเป็นชายยังทำให้กลุ่มเยาวชนสตรีข้ามเพศขาดความต้องการและแรงบันดาลใจที่จะเข้าศึกษาต่อในระดับที่สูงขึ้น เพราะเบื่อที่จะเข้าเรียน ซึ่งส่งผลทำให้จำนวนสตรีข้ามเพศที่ไร้การศึกษามีแนวโน้มเพิ่มสูงขึ้น
"ดังนั้น ทางเครือข่ายสตรีข้ามเพศฯจึงได้เข้ายื่นหนังสือเรียกร้องต่อนายจุรินทร์ ลักษณวิศิษฏ์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ (ศธ.) เมื่อวันที่ 9 ธันวาคมที่ผ่านมา เพื่อขอให้ ศธ.สั่งการให้ทุกมหาวิทยาลัยทั่วประเทศพิจารณาแก้ไขกฎ ระเบียบ ข้อบังคับของมหาวิทยาลัยเกี่ยวกับการแต่งกายของสตรีข้ามเพศ และให้นิสิต นักศึกษา บัณฑิต และอาจารย์สตรีข้ามเพศ ที่เป็นไปตามการวินิจฉัยและมีใบรับรองทางการแพทย์ แต่งกายให้ตรงกับจิตใจของตนเองได้" นายยลลดากล่าว
ด้านนายจุรินทร์กล่าวว่า ตนยังไม่เห็นหนังสือเรียกร้องดังกล่าว ในวันที่ 11 ธันวาคม จะเข้า ศธ.ไปดูว่าเรื่องนี้เป็นมาอย่างไร จากนั้นจึงจะให้ความเห็นได้
นายปริญญา เทวานฤมิตรกุล รองอธิการบดีฝ่ายการนักศึกษา มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ (มธ.) กล่าวว่า ในส่วนของ มธ.ในเรื่องสิทธิเสรีภาพการแต่งกายทางมหาวิทยาลัยได้เปิดกว้าง จนไม่มีข้อบังคับว่าต้องแต่งกายชุดนักศึกษามาเรียนด้วยซ้ำ และถือเป็นเรื่องปกติใน มธ.ไปแล้วที่จะมีนักศึกษาชายที่มีจิตใจเป็นหญิงแต่งกายชุดนักศึกษาหญิงมาเรียน เพียงแต่ต้องอยู่ในขอบเขตไม่ไปกระทบและละเมิดสิทธิของผู้อื่น เช่น กรณีที่ยังไม่ได้ผ่าตัดแปลงเพศก็ไม่ควรไปใช้ห้องน้ำหญิง ไม่ควรอยู่หอพักนักศึกษาหญิง เป็นต้น เรื่องนี้ถือเป็นสิทธิตามระบอบประชาธิปไตย ซึ่งสถาบันการศึกษาต่างๆ ตลอดจน ศธ.ควรต้องให้ความคุ้มครองด้วยซ้ำ ส่วนเรื่องการแต่งกายเพื่อเข้ารับพระราชทานปริญญาบัตรนั้น ที่ผ่านมาทุกมหาวิทยาลัยมีหลักปฏิบัติว่า ให้แต่งกายตามคำนำหน้าชื่อ เช่น ถ้าเป็นนายก็ต้องแต่งกายด้วยชุดนักศึกษาชาย ถ้าเป็นนางสาวก็ต้องแต่งกายด้วยชุดนักศึกษาหญิง แต่ถ้าสำนักพระราชวังได้แจ้งมายัง ศธ.และมหาวิทยาลัยต่างๆ ว่าไม่ขัดข้องที่จะให้นักศึกษาชายที่ป่วยเป็นโรค Transsexualism ก็สามารถแต่งกายด้วยชุดนักศึกษาหญิงเข้ารับพระราชทานปริญญาบัตรได้ ซึ่งคิดว่ามหาวิทยาลัยต่างๆ คงไม่ขัดข้อง เช่นเดียวกับเรื่องการแก้ไขกฎ ระเบียบ ข้อบังคับของมหาวิทยาลัย ขึ้นอยู่กับนโยบายของ ศธ. ถ้ามีนโยบายออกมาอย่างไร ตนเชื่อว่าในส่วนของมหาวิทยาลัยต่างๆ ก็คงพร้อมจะปฏิบัติตาม
"ราชภัฏ" เมินข้อเรียกร้อง เครือข่ายสตรีข้ามเพศ อยากให้น.ศ.ชายแต่งเป็นหญิงเข้าพิธีพระราชทานปริญญาบัตร อธิการสวนดุสิตระบุ ที่ประชุมอธิการ มีมติไม่เห็นด้วย เพราะไม่เหมาะสมในการกราบบังคมทูล เรียกชื่อ "นาย" แต่แต่งตัวเป็นหญิง หวั่นน.ศ.หญิงที่ใจเป็นชายเรียกร้องบ้างจะยิ่งยุ่ง ชี้การเรียกร้องสิทธิต่างๆ ควรอยู่ในขอบเขต ทางด้านประธานเครือข่ายสตรีข้ามเพศฯ โวยราชภัฏกระทำขัดหลักสิทธิมนุษยชน
เมื่อวันที่ 12 ธ.ค. ที่มหาวิทยาลัยราชภัฏสวนดุสิต (มสด.) รศ.ดร.ศิโรจน์ ผลพันธิน อธิการบดีมหาวิทยาลัยราชภัฏสวนดุสิต (มสด.) ในฐานะประธานที่ประชุมอธิการ บดีมหาวิทยาลัยราชภัฏแห่งประเทศไทย (ทปอ.มรภ.) กล่าวว่า จากการหารือร่วมกันถึงข้อเรียกร้องของกลุ่มเครือข่ายสตรีข้ามเพศ ให้สถาบันอุดมศึกษาเปิดให้กลุ่มนิสิตนักศึกษาข้ามเพศได้แต่งชุดนิสิตนักศึกษาเป็นหญิง เพื่อเข้ารับพระราชทานปริญญาบัตรนั้น
ที่ประชุมไม่เห็นด้วยที่จะให้นักศึกษาข้ามเพศแต่งชุดนิสิตนักศึกษาเป็นหญิงเพื่อเข้ารับพระราชทานปริญญาบัตร เพราะหากดูความเหมาะสมในการบังคมทูลเรียกชื่อนักศึกษาก่อนที่จะเข้ารับพระราชทานปริญญาบัตร มีชื่อเป็นนายแต่แต่งกายเป็นหญิงนั้น เป็นเรื่องไม่เหมาะสม อีกทั้งหากอนุโลมให้นักศึกษาข้ามเพศแต่งชุดนิสิตนักศึกษาเป็นหญิง กลุ่มนักศึกษาที่กายเป็นหญิง แต่ใจเป็นชาย อาจออกมาเรียกร้องได้เช่นเดียวกัน เพราะฉะนั้นการเรียกร้องสิทธิต่างๆ ควรอยู่ในขอบเขตแนวทางปฏิบัติด้วย
มาตรา 30 บุคคลย่อมเสมอกันในกฎหมายและได้รับความคุ้มครอง ตามกฎหมายเท่าเทียมกันชายและหญิงมีสิทธิเท่าเทียมกัน
การเลือกปฏิบัติโดยไม่เป็นธรรมต่อบุคคลเพราะเหตุแห่งความ แตกต่างในเรื่องถิ่นกำเนิดเชื้อชาติ ภาษา เพศ อายุ สภาพทางกาย หรือสุขภาพ สถานะของบุคคล ฐานะทางเศรษฐกิจหรือสังคมความ เชื่อทางศาสนา การศึกษาอบรม หรือความคิดเห็นทางการเมือง อันไม่ขัดต่อบทบัญญัติแห่งรัฐธรรมนูญจะกระทำมิได้
มาตราการที่รัฐกำหนดขึ้นเพื่อขจัดอุปสรรคหรือส่งเสริมให้บุคคล สามารถใช้สิทธิและเสรีภาพได้เช่นเดียวกับบุคคลอื่น ย่อมไม่ถือว่า เป็นการเลือกปฏิบัติโดยไม่เป็นธรรมตามวรรคสาม
การขัดต่อรัฐธรรมนูญ มาตรา 30 ว่าด้วยการเลือกปฏิบัติโดยไม่เป็นธรรมต่อบุคคล เพราะเหตุแห่งความแตกต่างในเรื่องเพศด้วย
การที่มหาวิทยาลัยบังคับให้สตรีข้ามเพศแต่งกายเป็นชาย ยังเป็นการทำให้เยาวชนสตรีข้ามเพศขาดแรงบันดาลใจที่จะเข้าศึกษาต่อในระดับสูง เบื่อที่จะเรียน ซึ่งเป็นผลให้จำนวนสตรีข้ามเพศที่ไร้การศึกษามีแนวโน้มเพิ่มสูงขึ้น
นางสาว กนิษฐา ขำเกลี้ยง เลขที่ 1 ห้องส.50
นายยลลดากล่าวต่อว่า การที่มหาวิทยาลัยบังคับให้สตรีข้ามเพศแต่งกายเป็นชาย จึงไม่ถูกต้อง เลือกปฏิบัติและลิดรอนสิทธิของนิสิต นักศึกษา บัณฑิต และอาจารย์สตรีข้ามเพศ โดยใช้กฎ ระเบียบ และข้อบังคับของมหาวิทยาลัยเป็นเครื่องมือในการคุกคามทางเพศ คือออกคำสั่งบีบบังคับสตรีข้ามเพศให้แต่งกายในเครื่องแบบที่ผิดไปจากเพศของตนเอง อีกทั้งยังเป็นการขัดขวางและสวนทางกับการบำบัดรักษาโรคของแพทย์ ก่อให้เกิดผลกระทบทางจิตใจในทางเลวร้ายและย่ำแย่ต่อสตรีข้ามเพศทุกคน ทำให้รู้สึกอับอาย และถูกทารุณทำร้ายทางจิตใจอย่างรุนแรง ซึ่งเป็นการขัดต่อรัฐธรรมนูญ มาตรา 30 ว่าด้วยการเลือกปฏิบัติโดยไม่เป็นธรรมต่อบุคคลเพราะเหตุแห่งความแตกต่างในเรื่องเพศด้วย นอกจากนี้ การที่มหาวิทยาลัยบังคับให้สตรีข้ามเพศแต่งกายเป็นชายยังทำให้กลุ่มเยาวชนสตรีข้ามเพศขาดความต้องการและแรงบันดาลใจที่จะเข้าศึกษาต่อในระดับที่สูงขึ้น เพราะเบื่อที่จะเข้าเรียน ซึ่งส่งผลทำให้จำนวนสตรีข้ามเพศที่ไร้การศึกษามีแนวโน้มเพิ่มสูงขึ้น
"ดังนั้น ทางเครือข่ายสตรีข้ามเพศฯจึงได้เข้ายื่นหนังสือเรียกร้องต่อนายจุรินทร์ ลักษณวิศิษฏ์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ (ศธ.) เมื่อวันที่ 9 ธันวาคมที่ผ่านมา เพื่อขอให้ ศธ.สั่งการให้ทุกมหาวิทยาลัยทั่วประเทศพิจารณาแก้ไขกฎ ระเบียบ ข้อบังคับของมหาวิทยาลัยเกี่ยวกับการแต่งกายของสตรีข้ามเพศ และให้นิสิต นักศึกษา บัณฑิต และอาจารย์สตรีข้ามเพศ ที่เป็นไปตามการวินิจฉัยและมีใบรับรองทางการแพทย์ แต่งกายให้ตรงกับจิตใจของตนเองได้" นายยลลดากล่าว
ด้านนายจุรินทร์กล่าวว่า ตนยังไม่เห็นหนังสือเรียกร้องดังกล่าว ในวันที่ 11 ธันวาคม จะเข้า ศธ.ไปดูว่าเรื่องนี้เป็นมาอย่างไร จากนั้นจึงจะให้ความเห็นได้
นายปริญญา เทวานฤมิตรกุล รองอธิการบดีฝ่ายการนักศึกษา มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ (มธ.) กล่าวว่า ในส่วนของ มธ.ในเรื่องสิทธิเสรีภาพการแต่งกายทางมหาวิทยาลัยได้เปิดกว้าง จนไม่มีข้อบังคับว่าต้องแต่งกายชุดนักศึกษามาเรียนด้วยซ้ำ และถือเป็นเรื่องปกติใน มธ.ไปแล้วที่จะมีนักศึกษาชายที่มีจิตใจเป็นหญิงแต่งกายชุดนักศึกษาหญิงมาเรียน เพียงแต่ต้องอยู่ในขอบเขตไม่ไปกระทบและละเมิดสิทธิของผู้อื่น เช่น กรณีที่ยังไม่ได้ผ่าตัดแปลงเพศก็ไม่ควรไปใช้ห้องน้ำหญิง ไม่ควรอยู่หอพักนักศึกษาหญิง เป็นต้น เรื่องนี้ถือเป็นสิทธิตามระบอบประชาธิปไตย ซึ่งสถาบันการศึกษาต่างๆ ตลอดจน ศธ.ควรต้องให้ความคุ้มครองด้วยซ้ำ ส่วนเรื่องการแต่งกายเพื่อเข้ารับพระราชทานปริญญาบัตรนั้น ที่ผ่านมาทุกมหาวิทยาลัยมีหลักปฏิบัติว่า ให้แต่งกายตามคำนำหน้าชื่อ เช่น ถ้าเป็นนายก็ต้องแต่งกายด้วยชุดนักศึกษาชาย ถ้าเป็นนางสาวก็ต้องแต่งกายด้วยชุดนักศึกษาหญิง แต่ถ้าสำนักพระราชวังได้แจ้งมายัง ศธ.และมหาวิทยาลัยต่างๆ ว่าไม่ขัดข้องที่จะให้นักศึกษาชายที่ป่วยเป็นโรค Transsexualism ก็สามารถแต่งกายด้วยชุดนักศึกษาหญิงเข้ารับพระราชทานปริญญาบัตรได้ ซึ่งคิดว่ามหาวิทยาลัยต่างๆ คงไม่ขัดข้อง เช่นเดียวกับเรื่องการแก้ไขกฎ ระเบียบ ข้อบังคับของมหาวิทยาลัย ขึ้นอยู่กับนโยบายของ ศธ. ถ้ามีนโยบายออกมาอย่างไร ตนเชื่อว่าในส่วนของมหาวิทยาลัยต่างๆ ก็คงพร้อมจะปฏิบัติตาม
"ราชภัฏ" เมินข้อเรียกร้อง เครือข่ายสตรีข้ามเพศ อยากให้น.ศ.ชายแต่งเป็นหญิงเข้าพิธีพระราชทานปริญญาบัตร อธิการสวนดุสิตระบุ ที่ประชุมอธิการ มีมติไม่เห็นด้วย เพราะไม่เหมาะสมในการกราบบังคมทูล เรียกชื่อ "นาย" แต่แต่งตัวเป็นหญิง หวั่นน.ศ.หญิงที่ใจเป็นชายเรียกร้องบ้างจะยิ่งยุ่ง ชี้การเรียกร้องสิทธิต่างๆ ควรอยู่ในขอบเขต ทางด้านประธานเครือข่ายสตรีข้ามเพศฯ โวยราชภัฏกระทำขัดหลักสิทธิมนุษยชน
เมื่อวันที่ 12 ธ.ค. ที่มหาวิทยาลัยราชภัฏสวนดุสิต (มสด.) รศ.ดร.ศิโรจน์ ผลพันธิน อธิการบดีมหาวิทยาลัยราชภัฏสวนดุสิต (มสด.) ในฐานะประธานที่ประชุมอธิการ บดีมหาวิทยาลัยราชภัฏแห่งประเทศไทย (ทปอ.มรภ.) กล่าวว่า จากการหารือร่วมกันถึงข้อเรียกร้องของกลุ่มเครือข่ายสตรีข้ามเพศ ให้สถาบันอุดมศึกษาเปิดให้กลุ่มนิสิตนักศึกษาข้ามเพศได้แต่งชุดนิสิตนักศึกษาเป็นหญิง เพื่อเข้ารับพระราชทานปริญญาบัตรนั้น
ที่ประชุมไม่เห็นด้วยที่จะให้นักศึกษาข้ามเพศแต่งชุดนิสิตนักศึกษาเป็นหญิงเพื่อเข้ารับพระราชทานปริญญาบัตร เพราะหากดูความเหมาะสมในการบังคมทูลเรียกชื่อนักศึกษาก่อนที่จะเข้ารับพระราชทานปริญญาบัตร มีชื่อเป็นนายแต่แต่งกายเป็นหญิงนั้น เป็นเรื่องไม่เหมาะสม อีกทั้งหากอนุโลมให้นักศึกษาข้ามเพศแต่งชุดนิสิตนักศึกษาเป็นหญิง กลุ่มนักศึกษาที่กายเป็นหญิง แต่ใจเป็นชาย อาจออกมาเรียกร้องได้เช่นเดียวกัน เพราะฉะนั้นการเรียกร้องสิทธิต่างๆ ควรอยู่ในขอบเขตแนวทางปฏิบัติด้วย
มาตรา 30 บุคคลย่อมเสมอกันในกฎหมายและได้รับความคุ้มครอง ตามกฎหมายเท่าเทียมกันชายและหญิงมีสิทธิเท่าเทียมกัน
การเลือกปฏิบัติโดยไม่เป็นธรรมต่อบุคคลเพราะเหตุแห่งความ แตกต่างในเรื่องถิ่นกำเนิดเชื้อชาติ ภาษา เพศ อายุ สภาพทางกาย หรือสุขภาพ สถานะของบุคคล ฐานะทางเศรษฐกิจหรือสังคมความ เชื่อทางศาสนา การศึกษาอบรม หรือความคิดเห็นทางการเมือง อันไม่ขัดต่อบทบัญญัติแห่งรัฐธรรมนูญจะกระทำมิได้
มาตราการที่รัฐกำหนดขึ้นเพื่อขจัดอุปสรรคหรือส่งเสริมให้บุคคล สามารถใช้สิทธิและเสรีภาพได้เช่นเดียวกับบุคคลอื่น ย่อมไม่ถือว่า เป็นการเลือกปฏิบัติโดยไม่เป็นธรรมตามวรรคสาม
การขัดต่อรัฐธรรมนูญ มาตรา 30 ว่าด้วยการเลือกปฏิบัติโดยไม่เป็นธรรมต่อบุคคล เพราะเหตุแห่งความแตกต่างในเรื่องเพศด้วย
การที่มหาวิทยาลัยบังคับให้สตรีข้ามเพศแต่งกายเป็นชาย ยังเป็นการทำให้เยาวชนสตรีข้ามเพศขาดแรงบันดาลใจที่จะเข้าศึกษาต่อในระดับสูง เบื่อที่จะเรียน ซึ่งเป็นผลให้จำนวนสตรีข้ามเพศที่ไร้การศึกษามีแนวโน้มเพิ่มสูงขึ้น
นางสาว กนิษฐา ขำเกลี้ยง เลขที่ 1 ห้องส.50
วันศุกร์ที่ 8 มกราคม พ.ศ. 2553
รัฐบาล...ให้เบี้ยยังชีพแก่คนชรา
จากการเรียนวิชากฎหมายรัฐธรมนูญในวันนี้เรื่อง กฎหมายรัฐธรรมนูญ
มีข้อคำถามจากอาจารย์มาว่า หารที่รัฐบาลให้เบี้ยยังชีพแก่คนชรา มีส่วนเข้าข่ายรัฐธรรมนูญในมาตราใด
จากบทบัญญัติในรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย
หมวดที่ 3ให้สิทธิเสรีภาพของชนชาวไทย ในเรื่องสิทธิการได้รับบริการสาธารณสุขและสวัสดิการจากรัฐ
จากมาตรา 53บุคคลซึ่งมีอายุเกินหกสิบปีบริบูรณ์ และไม่มีรายได้เพียงพอแก่การยังชีพ มีสิทธิได้รับสวัสดิการ สิ่งอำนวยความสะดวกอันเป็นสาธารณะอย่างสมศักดิ์ศรี และความช่วยเหลือที่เหมาะสมจากรัฐ
จากข้อสังเกตมาตราที่ 53 จากบทบัญญัติรัฐธรรมนูญกำหนดให้ประชาชนชาวไทยทุกคนมีสิทธิและเสรีภาพในการที่จะได้รับสวัสดิการจากรัฐอย่างทั่วถึง มีความเป็นธรรม และเท่าเทียมกันทุกคน โดยเฉพาะให้สิทธิพิเศษแก่ผู้สูงอายุหรือคนชรา หรือไม่เว้นแต่คนชราที่พิการ ทั้งนี้เพราะเป็นไปตามบทบัญญัติกฎหมายรัฐธรรมนูญอันเป็นกฎหมายสูงสุดในการปกครองประเทศ
ซึ่งทางรัฐได้มีการเสนอแนวคิดโดยวิธีการจัดให้มีสวัสดิการแก่คนชรา คือมี "เบียยังชีพแก่คนชราที่มีอายุหกสิบปีบริบูรณ์" หรือ เป็นการจ่ายเบี้ยยังชีพให้แก่ผู้สูงอายุ ที่มีอายุหกสิบปีบริบูรณ์ (เดือนละ 300 บาทในระยะแรก) ปัจจุบันเดือนละ 500 บาท เป็นประจำทุกเดือน ให้แก่ผู้สูงอายุ โดยได้มีการลงนามและประกาศใช้ระเบียบคณะกรรมการผู้สูงอายุแห่งชาติว่าด้วยหลักเกณฑ์การจ่ายเงินเบี้ยยังชีพผู้สูงอายุลงในราชกิจจานุเบกษา
เพื่อที่จะให้ให้ผู้สูงอายุได้รับบริการทางด้านสาธารณะสุข และสวัสดิการต่าง ๆได้อย่างเต็มที่ตามความเหมาะสม ซึ่งถือว่าการกระทำเช่นนี้นั้นเป็นสิ่งที่ดีในการคุ้มครองและส่งเสริมการขยายสิทธิเสรีภาพของประชาชนในการได้รับโอกาสตามสิทธเสรีภาพของชนชาวไทยในการได้รับบริการสาธารณะสุขตรงตามบทบัญญัติในกฎหมายรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทยอย่างเต็มที่
นางสาวพรผกา แสวงกิจ เลขที่ 19 ห้อง ส 50
มีข้อคำถามจากอาจารย์มาว่า หารที่รัฐบาลให้เบี้ยยังชีพแก่คนชรา มีส่วนเข้าข่ายรัฐธรรมนูญในมาตราใด
จากบทบัญญัติในรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย
หมวดที่ 3ให้สิทธิเสรีภาพของชนชาวไทย ในเรื่องสิทธิการได้รับบริการสาธารณสุขและสวัสดิการจากรัฐ
จากมาตรา 53บุคคลซึ่งมีอายุเกินหกสิบปีบริบูรณ์ และไม่มีรายได้เพียงพอแก่การยังชีพ มีสิทธิได้รับสวัสดิการ สิ่งอำนวยความสะดวกอันเป็นสาธารณะอย่างสมศักดิ์ศรี และความช่วยเหลือที่เหมาะสมจากรัฐ
จากข้อสังเกตมาตราที่ 53 จากบทบัญญัติรัฐธรรมนูญกำหนดให้ประชาชนชาวไทยทุกคนมีสิทธิและเสรีภาพในการที่จะได้รับสวัสดิการจากรัฐอย่างทั่วถึง มีความเป็นธรรม และเท่าเทียมกันทุกคน โดยเฉพาะให้สิทธิพิเศษแก่ผู้สูงอายุหรือคนชรา หรือไม่เว้นแต่คนชราที่พิการ ทั้งนี้เพราะเป็นไปตามบทบัญญัติกฎหมายรัฐธรรมนูญอันเป็นกฎหมายสูงสุดในการปกครองประเทศ
ซึ่งทางรัฐได้มีการเสนอแนวคิดโดยวิธีการจัดให้มีสวัสดิการแก่คนชรา คือมี "เบียยังชีพแก่คนชราที่มีอายุหกสิบปีบริบูรณ์" หรือ เป็นการจ่ายเบี้ยยังชีพให้แก่ผู้สูงอายุ ที่มีอายุหกสิบปีบริบูรณ์ (เดือนละ 300 บาทในระยะแรก) ปัจจุบันเดือนละ 500 บาท เป็นประจำทุกเดือน ให้แก่ผู้สูงอายุ โดยได้มีการลงนามและประกาศใช้ระเบียบคณะกรรมการผู้สูงอายุแห่งชาติว่าด้วยหลักเกณฑ์การจ่ายเงินเบี้ยยังชีพผู้สูงอายุลงในราชกิจจานุเบกษา
เพื่อที่จะให้ให้ผู้สูงอายุได้รับบริการทางด้านสาธารณะสุข และสวัสดิการต่าง ๆได้อย่างเต็มที่ตามความเหมาะสม ซึ่งถือว่าการกระทำเช่นนี้นั้นเป็นสิ่งที่ดีในการคุ้มครองและส่งเสริมการขยายสิทธิเสรีภาพของประชาชนในการได้รับโอกาสตามสิทธเสรีภาพของชนชาวไทยในการได้รับบริการสาธารณะสุขตรงตามบทบัญญัติในกฎหมายรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทยอย่างเต็มที่
นางสาวพรผกา แสวงกิจ เลขที่ 19 ห้อง ส 50
วันจันทร์ที่ 28 ธันวาคม พ.ศ. 2552
ร่างกฎหมายลูกมาเพื่อใครกันแน่!!!!!
การร่างรัฐธรรมนูญเพือกฎหมายลูก
รัฐธรรมนูญเป็นกฎหมายสูงสุดในการปกครองบ้านเมือง ดังที่ทราบกันดีว่ารัฐธรรมนูญเป็นที่มาแห่งอำนาจของกฎหมายทั้งปวง กฎหมายอื่นจึงขัดหรือแย้งกับรัฐธรรมนูญมิได้ หากแม้นกฎหมายใดขัดหรือแย้งกับข้อความในรัฐธรรมนูญ กฎหมายในส่วนนั้นย่อมเป็นอันสิ้นผลใช้บังคับมิได้
รัฐธรรมนูญนั้น คือ กติกาของทุกคนในสังคมๆหนึ่งที่จะอยู่ร่วมกัน เนื้อหาของรัฐธรรมนูญที่สำคัญจะแสดงให้เห็นอุดมการณ์ทางการเมือง โครงสร้างความสัมพันธ์ระหว่างองค์กรที่ใช้อำนาจอธิปไตยต่างๆ กับ ประชาชน และกับองค์กรด้วยกันเอง โดยจะระบุว่าจะมีการใช้อำนาจได้แค่ไหน เพียงไร มีการตรวจสอบการใช้อำนาจเพียงใด และจะคุ้มครองสิทธิเสรีภาพคนในสังคมนั้นเท่าไร จะเห็นได้ว่าประเทศไหนจะมีการปกครองแบบใด ประชาชนมีสิทธิหน้าที่อย่างใดนั้น นอกจากวัฒนธรรมทางการเมืองแล้ว ล้วนขึ้นอยู่กับรัฐธรรมนูญทั้งสิ้น
การบัญญัติสิ่งใดลงในรัฐธรรมนูญมากเกินไปจนถึงขั้นรายละเอียดนั้นเป็นสิ่งไม่พึงกระทำ เพราะลักษณะของกฎหมายที่ดีอย่างหนึ่ง คือ บัญญัติหลักการไว้กว้างๆ และให้รายละเอียดออกมาเป็นกฎหมายลูกซึ่งออกได้ง่ายกว่า ทั้งนี้ก็เพราะเมื่อสภาพของสังคมเปลี่ยนแปลงไป รายละเอียดต่างๆที่ไม่สอดคล้องกับสังคมที่เปลี่ยนไปย่อมเป็นอุปสรรคในการบังคับใช้กฎหมาย หากรายละเอียดเหล่านั้นอยู่ในกฎหมายลูกแล้ว ย่อมทำให้การแก้ไขรายละเอียดเหล่านั้นเพื่อกลับมาบังคับใช้กฎหมายได้อย่างมีประสิทธิภาพย่อมง่ายดายขึ้น โดยไม่ต้องแก้ไขกฎหมายแม่
วิเคราะห์บทความ
จากข้อความข้างต้น แสดงให้เห็นว่า ข้อความใดๆก็ตาม เมื่อถูกบัญญัติเป็นส่วนหนึ่งของรัฐธรรมนูญแล้ว ย่อมมีความสำคัญอย่างยิ่งเพราะกฎหมายอื่นจะขัดหรือแย้งกับข้อความนั้นมิได้ ดังนั้น ในการจัดทำร่างรัฐธรรมนูญหรือแก้ไขรัฐธรรมนูญในแต่ละครั้ง จึงจะเห็นได้ว่าจากกลุ่มผลประโยชน์ต่างๆของผู้ที่มีช่องทางในการร่างรัฐธรรมนูญจึงพยายามอย่างยิ่งที่จะผลักดันใส่ข้อความที่ตนต้องการลงไปในรัฐธรรมนูญ ทั้งภาคประชาชน หรือ ในกลุ่มสมาชิกสภาร่างรัฐธรรมนูญเอง
ดังคำกล่าวที่ว่า ชนชั้นใดที่ร่างรัฐธรรมนูญ ก็เพื่อผลประโยชน์ของชนชั้นนั้น
ซึ่งก็ตรงกับสถานการณ์ในปัจจุบันที่เกิดขึ้น มีการร่างแก้ไขออกมาเป็นกฎหมายลูกไม่รู้ละกี่ข้อแล้ว เยอะแยะเต็มไปหมด ใข้ไม่ทันแล้วแล้วเราจะร่างกฎหมายลูกขึนมาเพื่ออะไรกันหนักหนา บ้านเมืองไม่สงบก็เพราะกฎหมายลูกที่มีการร่างขึ้นมามากมายจนใช้ไม่ทันแล้ว
นางสาวพรผกา แสวงกิจ เลขที 19 ส50
ว
รัฐธรรมนูญเป็นกฎหมายสูงสุดในการปกครองบ้านเมือง ดังที่ทราบกันดีว่ารัฐธรรมนูญเป็นที่มาแห่งอำนาจของกฎหมายทั้งปวง กฎหมายอื่นจึงขัดหรือแย้งกับรัฐธรรมนูญมิได้ หากแม้นกฎหมายใดขัดหรือแย้งกับข้อความในรัฐธรรมนูญ กฎหมายในส่วนนั้นย่อมเป็นอันสิ้นผลใช้บังคับมิได้
รัฐธรรมนูญนั้น คือ กติกาของทุกคนในสังคมๆหนึ่งที่จะอยู่ร่วมกัน เนื้อหาของรัฐธรรมนูญที่สำคัญจะแสดงให้เห็นอุดมการณ์ทางการเมือง โครงสร้างความสัมพันธ์ระหว่างองค์กรที่ใช้อำนาจอธิปไตยต่างๆ กับ ประชาชน และกับองค์กรด้วยกันเอง โดยจะระบุว่าจะมีการใช้อำนาจได้แค่ไหน เพียงไร มีการตรวจสอบการใช้อำนาจเพียงใด และจะคุ้มครองสิทธิเสรีภาพคนในสังคมนั้นเท่าไร จะเห็นได้ว่าประเทศไหนจะมีการปกครองแบบใด ประชาชนมีสิทธิหน้าที่อย่างใดนั้น นอกจากวัฒนธรรมทางการเมืองแล้ว ล้วนขึ้นอยู่กับรัฐธรรมนูญทั้งสิ้น
การบัญญัติสิ่งใดลงในรัฐธรรมนูญมากเกินไปจนถึงขั้นรายละเอียดนั้นเป็นสิ่งไม่พึงกระทำ เพราะลักษณะของกฎหมายที่ดีอย่างหนึ่ง คือ บัญญัติหลักการไว้กว้างๆ และให้รายละเอียดออกมาเป็นกฎหมายลูกซึ่งออกได้ง่ายกว่า ทั้งนี้ก็เพราะเมื่อสภาพของสังคมเปลี่ยนแปลงไป รายละเอียดต่างๆที่ไม่สอดคล้องกับสังคมที่เปลี่ยนไปย่อมเป็นอุปสรรคในการบังคับใช้กฎหมาย หากรายละเอียดเหล่านั้นอยู่ในกฎหมายลูกแล้ว ย่อมทำให้การแก้ไขรายละเอียดเหล่านั้นเพื่อกลับมาบังคับใช้กฎหมายได้อย่างมีประสิทธิภาพย่อมง่ายดายขึ้น โดยไม่ต้องแก้ไขกฎหมายแม่
วิเคราะห์บทความ
จากข้อความข้างต้น แสดงให้เห็นว่า ข้อความใดๆก็ตาม เมื่อถูกบัญญัติเป็นส่วนหนึ่งของรัฐธรรมนูญแล้ว ย่อมมีความสำคัญอย่างยิ่งเพราะกฎหมายอื่นจะขัดหรือแย้งกับข้อความนั้นมิได้ ดังนั้น ในการจัดทำร่างรัฐธรรมนูญหรือแก้ไขรัฐธรรมนูญในแต่ละครั้ง จึงจะเห็นได้ว่าจากกลุ่มผลประโยชน์ต่างๆของผู้ที่มีช่องทางในการร่างรัฐธรรมนูญจึงพยายามอย่างยิ่งที่จะผลักดันใส่ข้อความที่ตนต้องการลงไปในรัฐธรรมนูญ ทั้งภาคประชาชน หรือ ในกลุ่มสมาชิกสภาร่างรัฐธรรมนูญเอง
ดังคำกล่าวที่ว่า ชนชั้นใดที่ร่างรัฐธรรมนูญ ก็เพื่อผลประโยชน์ของชนชั้นนั้น
ซึ่งก็ตรงกับสถานการณ์ในปัจจุบันที่เกิดขึ้น มีการร่างแก้ไขออกมาเป็นกฎหมายลูกไม่รู้ละกี่ข้อแล้ว เยอะแยะเต็มไปหมด ใข้ไม่ทันแล้วแล้วเราจะร่างกฎหมายลูกขึนมาเพื่ออะไรกันหนักหนา บ้านเมืองไม่สงบก็เพราะกฎหมายลูกที่มีการร่างขึ้นมามากมายจนใช้ไม่ทันแล้ว
นางสาวพรผกา แสวงกิจ เลขที 19 ส50
ว
วันพฤหัสบดีที่ 24 ธันวาคม พ.ศ. 2552
ลูกเกดเมธิณี-ลีโอโดนฟ้อง โด้เพราะไม่ผิด
ลูกเกด เมทินี โต้โผใหญ่ในการจัดทำปฏิทินเซ็กซี่หวือหวาต้อนรับปีเสือ จับมือกับสปอนเซอร์หลัก บ. ลีโอ โต้! ทำปฏิทินโป๊ติด โลโก้เครื่องดื่มแอลกอฮอล์ไม่มีผิดกฎหมาย
เมื่อเวลา 15.00 น. วันนี้ (23 ธ.ค.) นางแบบสาว ลูกเกด เมทินี จูงมือตัวแทนนางแบบปฏิทินลีโอ แพม ปานพิมพ์ และ แอนนา รีส พร้อมด้วย คุณฉัตรชัย วิรัตนโยสินทร์ ผู้อำนวยการสายการตลาดบริษัทสิงห์คอปอเรชั่น และคุณรวินทร์ ชมพูนุชทานินทร์ ผจก.ฝ่ายประชาสัมพันธ์ นั่งแถลงเปิดใจถึงกรณีถูก นายแพทย์สมาน ฟูตระกูล ผู้อำนวยการสำนักงานคณะกรรมการควบคุมเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ กรมควบคุมโรค กระทรวงสาธารณสุข ฟ้องร้องดำเนินคดี หลังบริษัทเบียร์ยี่ห้อดังรับเป็นสปอนเซอร์ในการจัดทำปฏิทินแนวเซ็กซี่หวือ หวา ซึ่งผิดกฏหมายว่าด้วยการโฆษณาเครื่องดื่มที่มีแอลกอฮอล์ โดยทางบริษัทลีโอ ได้ชี้แจงไว้ดังนี้
ตามปฏิทินลีโอมีแค่โลโก้เบียร์และภาพนางแบบ เท่านั้น ไม่มีข้อความอื่นๆ เพิ่มเติม ส่วนตัวอย่างหนังสือ แม็กซิม ฉบับเดือนธันวาคม 2552 สายคาดหนังสือแสดงสัญลักษณ์เบียร์ช้าง ด้านหลังมีคำอวดอ้างสรรพคุณของเบียร์ โดยไม่มีลักษณะสร้างสรรค์สังคมแต่อย่างใด มีข้อความชักจูงให้ดื่มเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ โดยบอกว่าผู้ชายบุคลิกแบบไหนต้องการดื่มเบียร์อะไร แถมยังมีการแจกสติกเกอร์โลโก้เบียร์ ซึ่งผิดกฏหมายอย่างชัดเจน และภาพนางแบบผู้หญิงกับโลโก้เบียร์ช้าง แต่ละประเภท ก็ไม่ต่างกับอะไรกับปฏิทิน นอกจากนั้นยังมีข้อความที่ใช้เรื่องเสน่ห์ทางเพศมาชักจูงใจให้ดื่มอีกด้วย จากนิตยสารดังกล่าวที่วางอยู่บนแผงหนังสือทั่วไป
ซึ่งเห็นได้อย่างชัดเจนว่าเป็นการโฆษณาเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ที่มีลักษณะล่อ แหลม ที่จะทำผิดกฎหมายมากกว่าปฏิทินของคุณลูกเกด ซึ่งบริษัทขอตั้งข้อสังเกตว่า หากสำนักงานไล่จับตาดูการโฆษณาเครื่องดื่มแอลกอฮอล์อย่างใกล้ชิดแล้ว ก็ย่อมปฏิเสธไม่ได้ว่าไม่เคยทราบว่ามีการโฆษณาดังกล่าว และหากนิตยสารดังกล่าวทำได้โดยไม่มีความผิด กรณีปฏิทินของบริษัทก็ย่อมทำได้เหมือนกัน แต่หากนายแพทย์สมานเห็นว่าเป็นความผิด แล้วทำไมจึงไม่มีการดำเนินการในลักษณะเดียวกันกับกรณีของปฏิทิน เช่น การออกข่าววิทยุ, หนังสือพิมพ์
วิเคราะห์ข่าว
จากมาตราที่43 บุคคลย่อมมีสิทธิเสรีภาพในการประกอบกิจการหรือประกอบอาชีพโดยการแข่งขันโดยเสรีอย่างเป็นธรรม
การจำกัดโดยวรรคหนึ่งจะกระทำมิได้ เว้นแต่โดยอาศัยอำนาจตามบทบัญญัติแห่งกฎหมาย เฉพาะเพื่อประโยชน์ในการรักษาความมั่นคงของรัฐและเศรษฐกิจของประเทศ การคุ้มครองประชาชนในด้านสาธารณูปโภค การรักษาความสงบเรียบร้อยและศีลธรรมอันดีของประชาชน
ในประเด็นของลูกเกดเมธิณีที่ถ่ายภาพนูชที่เข้าไปมีส่วนเกี่ยวข้องกับปฏทินของบริษัทลีโอนั้น ถ้าเรามองด้านการประกอบอาชีพของเอกชนกฎหมายให้สิทธิพิเศษในการประกอบอาชีพโดยไม่ให้ขัดกับกฎหมาย แต่ในที่นี้การถ่ายปฏิทินของบริษัทลีโอ เป็นการแสดงให้เห็นว่าขัดต่อบทบัญญัติของรัฐธรรมนูญมาตราที่43 ในกรณีที่ต้องมีการรักษาความสงบเรียบร้อยหรือศ๊ลธรรมอันดีของประชาชน ซึ่งการผลิตสื่อปฏิทินของลีโอนั้นไม่มีความเหมาะสมในการจัดแจกจ่ายให้กับประชาชนอย่างเด็ดขาดเพราะเป็นสื่อทีขัดต่อศีลธรรมอันดีของประชาชน จึงสมควรได้รับการฟ้องร้องทางกฎหมายตักเตือนการกระทำครั้งนี้ว่าไม่มีความเหมาะสม
จากมาตราที่ 44
บุคคลย่อมมีสิทธิที่ได้รับหลักประกันความปลอดภัยและสวัสดิภาพในการทำงาน รวมทั้งหลักประกันในการดำรงชีพระหว่างการทำงาน และเมื่อพ้นภาวะการทำงานให้เป็นไปตามกฎหมายบัญญัติ
ลูกเกด ควรได้รับการคุ้มครองจากบริบัทลีโอ เพราะลูกเกดได้มีการรับเป็นนางแบบในการถ่ายปฏิทิน ต้องได้รับการคุ้มครองรับประกันความปลอดภัย และสวัสดิการในการทำงานจากบริษัทผู้ว่าจ้างในครั้งนี้ เพราะว่านี้คืออาชีพของนางแบบ
เมื่อเวลา 15.00 น. วันนี้ (23 ธ.ค.) นางแบบสาว ลูกเกด เมทินี จูงมือตัวแทนนางแบบปฏิทินลีโอ แพม ปานพิมพ์ และ แอนนา รีส พร้อมด้วย คุณฉัตรชัย วิรัตนโยสินทร์ ผู้อำนวยการสายการตลาดบริษัทสิงห์คอปอเรชั่น และคุณรวินทร์ ชมพูนุชทานินทร์ ผจก.ฝ่ายประชาสัมพันธ์ นั่งแถลงเปิดใจถึงกรณีถูก นายแพทย์สมาน ฟูตระกูล ผู้อำนวยการสำนักงานคณะกรรมการควบคุมเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ กรมควบคุมโรค กระทรวงสาธารณสุข ฟ้องร้องดำเนินคดี หลังบริษัทเบียร์ยี่ห้อดังรับเป็นสปอนเซอร์ในการจัดทำปฏิทินแนวเซ็กซี่หวือ หวา ซึ่งผิดกฏหมายว่าด้วยการโฆษณาเครื่องดื่มที่มีแอลกอฮอล์ โดยทางบริษัทลีโอ ได้ชี้แจงไว้ดังนี้
ตามปฏิทินลีโอมีแค่โลโก้เบียร์และภาพนางแบบ เท่านั้น ไม่มีข้อความอื่นๆ เพิ่มเติม ส่วนตัวอย่างหนังสือ แม็กซิม ฉบับเดือนธันวาคม 2552 สายคาดหนังสือแสดงสัญลักษณ์เบียร์ช้าง ด้านหลังมีคำอวดอ้างสรรพคุณของเบียร์ โดยไม่มีลักษณะสร้างสรรค์สังคมแต่อย่างใด มีข้อความชักจูงให้ดื่มเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ โดยบอกว่าผู้ชายบุคลิกแบบไหนต้องการดื่มเบียร์อะไร แถมยังมีการแจกสติกเกอร์โลโก้เบียร์ ซึ่งผิดกฏหมายอย่างชัดเจน และภาพนางแบบผู้หญิงกับโลโก้เบียร์ช้าง แต่ละประเภท ก็ไม่ต่างกับอะไรกับปฏิทิน นอกจากนั้นยังมีข้อความที่ใช้เรื่องเสน่ห์ทางเพศมาชักจูงใจให้ดื่มอีกด้วย จากนิตยสารดังกล่าวที่วางอยู่บนแผงหนังสือทั่วไป
ซึ่งเห็นได้อย่างชัดเจนว่าเป็นการโฆษณาเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ที่มีลักษณะล่อ แหลม ที่จะทำผิดกฎหมายมากกว่าปฏิทินของคุณลูกเกด ซึ่งบริษัทขอตั้งข้อสังเกตว่า หากสำนักงานไล่จับตาดูการโฆษณาเครื่องดื่มแอลกอฮอล์อย่างใกล้ชิดแล้ว ก็ย่อมปฏิเสธไม่ได้ว่าไม่เคยทราบว่ามีการโฆษณาดังกล่าว และหากนิตยสารดังกล่าวทำได้โดยไม่มีความผิด กรณีปฏิทินของบริษัทก็ย่อมทำได้เหมือนกัน แต่หากนายแพทย์สมานเห็นว่าเป็นความผิด แล้วทำไมจึงไม่มีการดำเนินการในลักษณะเดียวกันกับกรณีของปฏิทิน เช่น การออกข่าววิทยุ, หนังสือพิมพ์
วิเคราะห์ข่าว
จากมาตราที่43 บุคคลย่อมมีสิทธิเสรีภาพในการประกอบกิจการหรือประกอบอาชีพโดยการแข่งขันโดยเสรีอย่างเป็นธรรม
การจำกัดโดยวรรคหนึ่งจะกระทำมิได้ เว้นแต่โดยอาศัยอำนาจตามบทบัญญัติแห่งกฎหมาย เฉพาะเพื่อประโยชน์ในการรักษาความมั่นคงของรัฐและเศรษฐกิจของประเทศ การคุ้มครองประชาชนในด้านสาธารณูปโภค การรักษาความสงบเรียบร้อยและศีลธรรมอันดีของประชาชน
ในประเด็นของลูกเกดเมธิณีที่ถ่ายภาพนูชที่เข้าไปมีส่วนเกี่ยวข้องกับปฏทินของบริษัทลีโอนั้น ถ้าเรามองด้านการประกอบอาชีพของเอกชนกฎหมายให้สิทธิพิเศษในการประกอบอาชีพโดยไม่ให้ขัดกับกฎหมาย แต่ในที่นี้การถ่ายปฏิทินของบริษัทลีโอ เป็นการแสดงให้เห็นว่าขัดต่อบทบัญญัติของรัฐธรรมนูญมาตราที่43 ในกรณีที่ต้องมีการรักษาความสงบเรียบร้อยหรือศ๊ลธรรมอันดีของประชาชน ซึ่งการผลิตสื่อปฏิทินของลีโอนั้นไม่มีความเหมาะสมในการจัดแจกจ่ายให้กับประชาชนอย่างเด็ดขาดเพราะเป็นสื่อทีขัดต่อศีลธรรมอันดีของประชาชน จึงสมควรได้รับการฟ้องร้องทางกฎหมายตักเตือนการกระทำครั้งนี้ว่าไม่มีความเหมาะสม
จากมาตราที่ 44
บุคคลย่อมมีสิทธิที่ได้รับหลักประกันความปลอดภัยและสวัสดิภาพในการทำงาน รวมทั้งหลักประกันในการดำรงชีพระหว่างการทำงาน และเมื่อพ้นภาวะการทำงานให้เป็นไปตามกฎหมายบัญญัติ
ลูกเกด ควรได้รับการคุ้มครองจากบริบัทลีโอ เพราะลูกเกดได้มีการรับเป็นนางแบบในการถ่ายปฏิทิน ต้องได้รับการคุ้มครองรับประกันความปลอดภัย และสวัสดิการในการทำงานจากบริษัทผู้ว่าจ้างในครั้งนี้ เพราะว่านี้คืออาชีพของนางแบบ
ก็ไม่รู้จะโทษใครดีว่าใครถูกใครผิดแต่ถ้าเรามองให้ดีแต่ละฝ่ายก็มจรรยาบรรณในการประกอบอาชีพกันอยู่แล้ว
นางสาวพรผกา แสวงกิจ เลขที่ 19 ส50
วันพุธที่ 23 ธันวาคม พ.ศ. 2552
นักเรียนอาชีวะปิดสะพานตีกัน ย่านรังสิต
24 ธค. 2552 09:33 น.
ได้เกิดเหตุ เด็กนร. ซึ่งใส่กางเกงขายาว คาดว่าจะเป็นอาชีวะประมาณ 30 คน อาวุธครบมือ มีดดาบ ไม้ ขวด กระบอง ปืนไทยประดิษฐ์ ก่อเหตุวิวาท ไล่ฟัน ขว้างขวดใส่กัน โดยปิดสะพานลอยบริเวณ ปากทางเข้าหมู่บ้านเมืองเอกรังสิต ถนนพหลโยธินขาเข้า ผู้รายงานเล่าได้ยินเสียงปืน3นัด มีผู้บาดเจ็บจำนวนหนึ่ง สภ.คูคตเข้าที่เกิดเหตุแล้ว
วิเคราะห์
เป็นที่รู้กันอยุ่ว่าการที่เจ้าพนักงานเจ้าหน้าที่ตำรวจนั้นจะจับผู้ต้องหาผู้ต้องสงสัยนั้นจะต้องมีการขอหมายจับจากศาลเสียก่อนซึ่งตามหลักกฏหมายมีอยู่ว่า
มาตรา66ของกฏหมายวิธีพิจารณาความอาญา
เหตุที่จะออกหมายจับ มีดังต่อไปนี้
1.เมื่อมีหลักฐานตามสมควรว่าบุคคลใดน่าจะได้กระทำผิดอาญา ซึ่งมีอัตราโทษจำคุกอย่างสูงเกินสามปีหรือ
2.เมื่อมีหลักฐานตามสมควรว่า บุคคลใดน่าจะได้กระทำความผิดอาญา และมีเหตุอันควรเชื่อว่าจะหลบหนีหรือจะไปยุ่งเหยิงกับพยานหลักฐาน หรือก่อเหตุอันตรายประการอื่นๆ
ถ้าบุคคลนั้นไม่มีที่อยู่เป็นหลักแหล่ง หรือไม่มาตามหมายเรียกหรือตามนัดโดยไม่มีข้อแก้ตัวอันสมควร ให้สันนิษฐานว่าบุคคลนั้นจะหลบหนี
มาตรา66ของกฏหมายวิธีพิจารณาความอาญา
เหตุที่จะออกหมายจับ มีดังต่อไปนี้
1.เมื่อมีหลักฐานตามสมควรว่าบุคคลใดน่าจะได้กระทำผิดอาญา ซึ่งมีอัตราโทษจำคุกอย่างสูงเกินสามปีหรือ
2.เมื่อมีหลักฐานตามสมควรว่า บุคคลใดน่าจะได้กระทำความผิดอาญา และมีเหตุอันควรเชื่อว่าจะหลบหนีหรือจะไปยุ่งเหยิงกับพยานหลักฐาน หรือก่อเหตุอันตรายประการอื่นๆ
ถ้าบุคคลนั้นไม่มีที่อยู่เป็นหลักแหล่ง หรือไม่มาตามหมายเรียกหรือตามนัดโดยไม่มีข้อแก้ตัวอันสมควร ให้สันนิษฐานว่าบุคคลนั้นจะหลบหนี
นางสาว เพ็ญพักตร์ พรายพรรณ์ เลขที่ 20 ห้อง ส.50
การบ้าน
“นาธาน” โดนอีกดอก ไม่ได้เป็นลูกครึ่งเนปาล พ่อเป็นคนไทยอยู่พิษณุโลก
หลังจากที่ “นาธาน โอมาน” ออกมาแถลงข่าวเมื่อวานยืนยันว่า ไม่ได้โกงเงิน และไม่ได้เป็นหุ้นส่วนร้านJAMAREE YAK CAFÉ GALLERY แต่ที่ต้องเอาเงินไปจ่ายค่าเช่าร้านและขอใบอนุญาตจากสรรพสามิตเพราะรักและสนิทกันกับ “เจเจ จามจุรี จูลี่ แคสเชอร์” คลื่น EASY FM 105.5 เวอร์จิ้นเรดิโอ หุ้นส่วนร้าน พร้อมทั้งยืนยันว่าตัวเองโกอินเตอร์จริงๆ และได้ไปถ่ายหนังของฮอลีวูดหลายประเทศในตะวันออกกลาง แต่พอขอดูพาสปอร์ตกลับบ่ายเบี่ยงอ้างไม่ได้เป็นนักโทษทำไมต้องให้ดู ซ้ำยังไม่ยอมตอบคำถามเรื่องที่โกงอายุ และเรื่องที่หลอกนักข่าวปลอมตัวเป็น “อรัญ” น้องชายของตนเอง
ด้วยความที่นาธานตอบไม่เคลียร์และไม่ยอมโชว์หลักฐานทั้งหมด นำไปสู่ข้อสงสัยในตัวนาธานอีกหลายๆ เรื่อง เพราะก่อนหน้านี้ก็เกิดกระแสวิพากษ์วิจารณ์ว่า จริงๆ แล้วนาธานไม่ได้เป็นลูกครึ่งเนปาลอย่างที่ให้ข่าว แม้กระทั่งเมื่อวานเจ้าตัวก็ยังยืนยันชัดเจนว่า เป็นลูกครึ่งเนปาล พ่อเป็นคนเนปาล แม่เป็นคนไทยเชื้อสายโอมาน แต่ล่าสุดรายการโต๊ะข่าวบันเทิง ของช่อง 3 ก็ได้รายงานข่าวว่า….
นาธาน โอมาน อดีตนักร้องอาร์เอสโปรโมชั่น ลูกครึ่งไทยเนปาล แท้จริงแล้วมีชื่อตามบัตรประชาชนว่า นธัญ โอมานันท์ ปัจจุบันอายุ 33 ปี มีเชื้อชาติไทย สัญชาติไทย นับถือศาสนาพุทธ ไม่ใช่อิสลามอย่างที่กล่าวอ้าง และได้ผ่านการเปลี่ยนชื่อมาแล้ว โดยมีชื่อเดิมว่า ธัญวัฒน์ หยุ่นตระกูล เป็นบุตรชายของนายธัญญา หยุ่นตระกูล มีเชื้อชาติไทย สัญชาติไทย ไม่ได้เป็นคนเนปาล ซึ่งปัจจุบันนายธัญญาอาศัยอยู่ที่หมู่บ้านแห่งหนึ่งจังหวัดพิษณุโลก
วิเคราะห์ข่าว
คำตอบก็คือ กฎหมายของรัฐหลายรัฐต่างก็ให้สัญชาติของตนแก่บุคคลคนเดียว โดยหลักกฎหมายระหว่างประเทศแผนกคดีบุคคล รัฐหนึ่งย่อมมีอำนาจอธิปไตยที่จะกำหนดว่า บุคคลในลักษณะใดย่อมมีสัญชาติของตน และในแนวปฏิบัติของสังคมมนุษย์ที่เติบโตมาเป็นกฎหมายจารีตประเพณีที่ยอมรับกันในทุกรับว่า รัฐหนึ่งๆ มักให้สัญชาติแก่คนที่มีจุดเกาะเกี่ยวอย่างแท้จริงกับตน ซึ่งในสังคมดั่งเดิมที่การเดินทางข้ามชาติแทบจะไม่เกิด ปัญหาคนหลายสัญชาติก็จะไม่เกิดให้เป็นที่ลำบากใจ
เราจะมีความเข้าใจในหลักกฎหมายที่กล่าวจะมากขึ้น หากเราวิเคราะห์ผ่านตัวอย่างที่เกิดขึ้นจริง
ตัวอย่างแรก ก็คือ เรื่องของนายนาธานซึ่งเกิดในประเทศไทยจากแม่ที่มีเชื้อชาติไทยและเกิดในประเทศไทยอีกด้วย และแม้เมื่อเติบใหญ่ นายนาธานก็ยังมีภูมิลำเนาในประเทศไทย และก่อตั้งครอบครัวกับคนสัญชาติไทย จะเห็นว่า โดยการเกิดและภายหลังการเกิด ทุกจุดเกาะเกี่ยวในชีวิตนายนาธานก็ตกอยู่ภายใต้อำนาจอธิปไตยของประเทศไทย จึงเป็นข้อสรุปที่ชัดเจนว่า นายนาธานย่อมมีความสัมพันธ์ที่แนบแน่นกับประเทศไทย รัฐไทยไม่รู้สึกลำบากใจที่จะยอมรับว่า นายนาธานมีสัญชาติไทย จึงไม่มีใครเลยสักคนขึ้นขึ้นมาสงสัยว่า นายนาธานไม่มีสัญชาติไทย
จะเห็นว่า บุคคลในสถานการณ์เดียวกับนายนาธาน ก็คือ คนข้างมากในสังคมไทยทั้งในอดีตและปัจจุบัน ไม่มีโอกาสที่จะมีหลายสัญชาติ ความแตกต่างระหว่างอดีตและปัจจุบันอาจจะอยู่ที่จำนวนของคนหลายสัญชาติ ในอดีต คนหลายสัญชาติแทบจะไม่มีเพราะแทบจะไม่เกิดการข้ามชาติของบุคคลธรรมดา ในปัจจุบัน คนหลายสัญชาติมีมากขึ้นแม้จะยังมิใช่กรณีข้างมากของประเทศไทย เพราะการข้ามชาติของคนไทยออกไปนอกประเทศก็มีมากขึ้นและการข้ามชาติเข้ามาในประเทศไทยของคนต่างด้าวก็มากขึ้น
ดังนั้น ผลของเรื่องจึงทำให้รัฐหนึ่งรัฐอาจทำให้คนหนึ่งคนมีหลายสัญชาติในขณะเดียวกัน หรืออาจทำให้คนหนึ่งคนอาจไม่มีสัญชาติของรัฐใดเลย กล่าวคือ คนๆ นี้ ย่อมตกเป็นคนไร้รัฐสัญชาติ มันจึงไม่อาจเป็นความผิดของคนๆ นั้นที่เขาจะมีหลายสัญชาติหรือไร้สัญชาติ สถานการณ์ดังกล่าวอาจจะเป็นคุณหรือเป็นโทษต่อทั้งตัวบุคคลนั้นเองหรือต่อรัฐที่เกี่ยวข้อง ปัญหาความมีหลายสัญชาติอาจทำให้บุคคลได้รับความคุ้มครองจากหลายรัฐหรืออาจใช้ทรัพยากรในฐานะคนชาติในหลายรัฐ ในขณะที่ปัญหาไร้สัญชาติอาจทำให้บุคคลปราศจากความคุ้มครองจากทุกรัฐที่เกาะเกี่ยวกับตน และตกเป็นคนต่างด้าวในทุกรัฐบนโลกนี้
หลังจากที่ “นาธาน โอมาน” ออกมาแถลงข่าวเมื่อวานยืนยันว่า ไม่ได้โกงเงิน และไม่ได้เป็นหุ้นส่วนร้านJAMAREE YAK CAFÉ GALLERY แต่ที่ต้องเอาเงินไปจ่ายค่าเช่าร้านและขอใบอนุญาตจากสรรพสามิตเพราะรักและสนิทกันกับ “เจเจ จามจุรี จูลี่ แคสเชอร์” คลื่น EASY FM 105.5 เวอร์จิ้นเรดิโอ หุ้นส่วนร้าน พร้อมทั้งยืนยันว่าตัวเองโกอินเตอร์จริงๆ และได้ไปถ่ายหนังของฮอลีวูดหลายประเทศในตะวันออกกลาง แต่พอขอดูพาสปอร์ตกลับบ่ายเบี่ยงอ้างไม่ได้เป็นนักโทษทำไมต้องให้ดู ซ้ำยังไม่ยอมตอบคำถามเรื่องที่โกงอายุ และเรื่องที่หลอกนักข่าวปลอมตัวเป็น “อรัญ” น้องชายของตนเอง
ด้วยความที่นาธานตอบไม่เคลียร์และไม่ยอมโชว์หลักฐานทั้งหมด นำไปสู่ข้อสงสัยในตัวนาธานอีกหลายๆ เรื่อง เพราะก่อนหน้านี้ก็เกิดกระแสวิพากษ์วิจารณ์ว่า จริงๆ แล้วนาธานไม่ได้เป็นลูกครึ่งเนปาลอย่างที่ให้ข่าว แม้กระทั่งเมื่อวานเจ้าตัวก็ยังยืนยันชัดเจนว่า เป็นลูกครึ่งเนปาล พ่อเป็นคนเนปาล แม่เป็นคนไทยเชื้อสายโอมาน แต่ล่าสุดรายการโต๊ะข่าวบันเทิง ของช่อง 3 ก็ได้รายงานข่าวว่า….
นาธาน โอมาน อดีตนักร้องอาร์เอสโปรโมชั่น ลูกครึ่งไทยเนปาล แท้จริงแล้วมีชื่อตามบัตรประชาชนว่า นธัญ โอมานันท์ ปัจจุบันอายุ 33 ปี มีเชื้อชาติไทย สัญชาติไทย นับถือศาสนาพุทธ ไม่ใช่อิสลามอย่างที่กล่าวอ้าง และได้ผ่านการเปลี่ยนชื่อมาแล้ว โดยมีชื่อเดิมว่า ธัญวัฒน์ หยุ่นตระกูล เป็นบุตรชายของนายธัญญา หยุ่นตระกูล มีเชื้อชาติไทย สัญชาติไทย ไม่ได้เป็นคนเนปาล ซึ่งปัจจุบันนายธัญญาอาศัยอยู่ที่หมู่บ้านแห่งหนึ่งจังหวัดพิษณุโลก
วิเคราะห์ข่าว
คำตอบก็คือ กฎหมายของรัฐหลายรัฐต่างก็ให้สัญชาติของตนแก่บุคคลคนเดียว โดยหลักกฎหมายระหว่างประเทศแผนกคดีบุคคล รัฐหนึ่งย่อมมีอำนาจอธิปไตยที่จะกำหนดว่า บุคคลในลักษณะใดย่อมมีสัญชาติของตน และในแนวปฏิบัติของสังคมมนุษย์ที่เติบโตมาเป็นกฎหมายจารีตประเพณีที่ยอมรับกันในทุกรับว่า รัฐหนึ่งๆ มักให้สัญชาติแก่คนที่มีจุดเกาะเกี่ยวอย่างแท้จริงกับตน ซึ่งในสังคมดั่งเดิมที่การเดินทางข้ามชาติแทบจะไม่เกิด ปัญหาคนหลายสัญชาติก็จะไม่เกิดให้เป็นที่ลำบากใจ
เราจะมีความเข้าใจในหลักกฎหมายที่กล่าวจะมากขึ้น หากเราวิเคราะห์ผ่านตัวอย่างที่เกิดขึ้นจริง
ตัวอย่างแรก ก็คือ เรื่องของนายนาธานซึ่งเกิดในประเทศไทยจากแม่ที่มีเชื้อชาติไทยและเกิดในประเทศไทยอีกด้วย และแม้เมื่อเติบใหญ่ นายนาธานก็ยังมีภูมิลำเนาในประเทศไทย และก่อตั้งครอบครัวกับคนสัญชาติไทย จะเห็นว่า โดยการเกิดและภายหลังการเกิด ทุกจุดเกาะเกี่ยวในชีวิตนายนาธานก็ตกอยู่ภายใต้อำนาจอธิปไตยของประเทศไทย จึงเป็นข้อสรุปที่ชัดเจนว่า นายนาธานย่อมมีความสัมพันธ์ที่แนบแน่นกับประเทศไทย รัฐไทยไม่รู้สึกลำบากใจที่จะยอมรับว่า นายนาธานมีสัญชาติไทย จึงไม่มีใครเลยสักคนขึ้นขึ้นมาสงสัยว่า นายนาธานไม่มีสัญชาติไทย
จะเห็นว่า บุคคลในสถานการณ์เดียวกับนายนาธาน ก็คือ คนข้างมากในสังคมไทยทั้งในอดีตและปัจจุบัน ไม่มีโอกาสที่จะมีหลายสัญชาติ ความแตกต่างระหว่างอดีตและปัจจุบันอาจจะอยู่ที่จำนวนของคนหลายสัญชาติ ในอดีต คนหลายสัญชาติแทบจะไม่มีเพราะแทบจะไม่เกิดการข้ามชาติของบุคคลธรรมดา ในปัจจุบัน คนหลายสัญชาติมีมากขึ้นแม้จะยังมิใช่กรณีข้างมากของประเทศไทย เพราะการข้ามชาติของคนไทยออกไปนอกประเทศก็มีมากขึ้นและการข้ามชาติเข้ามาในประเทศไทยของคนต่างด้าวก็มากขึ้น
ดังนั้น ผลของเรื่องจึงทำให้รัฐหนึ่งรัฐอาจทำให้คนหนึ่งคนมีหลายสัญชาติในขณะเดียวกัน หรืออาจทำให้คนหนึ่งคนอาจไม่มีสัญชาติของรัฐใดเลย กล่าวคือ คนๆ นี้ ย่อมตกเป็นคนไร้รัฐสัญชาติ มันจึงไม่อาจเป็นความผิดของคนๆ นั้นที่เขาจะมีหลายสัญชาติหรือไร้สัญชาติ สถานการณ์ดังกล่าวอาจจะเป็นคุณหรือเป็นโทษต่อทั้งตัวบุคคลนั้นเองหรือต่อรัฐที่เกี่ยวข้อง ปัญหาความมีหลายสัญชาติอาจทำให้บุคคลได้รับความคุ้มครองจากหลายรัฐหรืออาจใช้ทรัพยากรในฐานะคนชาติในหลายรัฐ ในขณะที่ปัญหาไร้สัญชาติอาจทำให้บุคคลปราศจากความคุ้มครองจากทุกรัฐที่เกาะเกี่ยวกับตน และตกเป็นคนต่างด้าวในทุกรัฐบนโลกนี้
นางสาว กนิษฐา ขำเกลี้ยง เลขที่1 ห้องส.50
สมัครสมาชิก:
ความคิดเห็น (Atom)
